|
|
| หัวข้อ : สกัดหลัก ป.วิ.อ. การพิจารณาว่าเป็นการพิพากษาแก้ไขน้อย หรือ แก้ไขมาก |
| หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ |
|
|
|
|
สกัดหลัก การพิจารณาว่าเป็นการพิพากษาแก้ไขน้อย หรือ แก้ไขมาก ***
- ถ้าแก้จากการรอการลงโทษ เป็นไม่รอการลงโทษ ถึงบทจะเป็นบทเดิม กรณีเป็นการแก้ไขมาก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5246/2553
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะได้รอการ...ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองอันเป็นการแก้ไขมากแต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว
- ศาลอุทธรณ์แก้จากโทษปรับสถานเดียว เป็นจำคุกแล้วเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน บทยังเป็นบทเดิม กรณีเป็นการแก้ไขมาก
- ถ้าเป็นเรื่องอื่น ๆ เช่น แก้เรื่องกรรมเดียว หลายกรรม ริบทรัพย์ไม่ริบทรัพย์ กรณีเหล่านี้เป็นการแก้ไขน้อย หรือ แก้เฉพาะโทษ หรือ แก้เฉพาะบท
- เรื่องหมิ่นประมาท แก้ไขในเรื่องจำนวนครั้งในการโฆษณาในหนังสือพิมพ์เป็นการแก้ไขน้อย
ปัญหา :
- ต้องแก้ทั้งบทและโทษ จึงจะเป็นการแก้ไขมาก
- ต้องพิจารณาการแก้บทดีดี
ตัวอย่าง กรณีที่ไม่ถือเป็นการแก้บท
- เรื่องบททั่วไป กับ บทเฉพาะ เช่น มาตรา 288 กับ มาตรา 289 , มาตรา 334 กับ มาตรา 335 , มาตรา 264 กับ มาตรา 265 , มาตรา 295 กับ มาตรา 297 ถ้าผิดบทเฉพาะแล้ว ไม่จำเป็นปรับบททั่วไปอีก ฉะนั้นถ้าเขาผิดมาตรา 265 ก็ไม่ต้องไปปรับ มาตรา 264 อีก
- ถ้าศาลอุทธรณ์แก้ไขลักษณะนี้ไม่ถือเป็นการแก้บท เช่น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 334 และ 335 แต่ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดตาม มาตรา 334 คงผิดแต่ มาตรา 335
- แต่ถ้าเป็นกรณีแก้จาก มาตรา 335 เป็น มาตรา 335 ( เป็นการเปลี่ยนบทไปเลย ) กรณีจะเป็นแก้ไขมาก ถ้ามีการแก้ไขโทษด้วย
- ศาลชั้นต้นพิพากษามาว่าเป็นความผิดตาม มาตรา 339 โดยมิได้ระบุวรรค ศาลอุทธรณ์ก็เลยเติมวรรคให้ว่าผิด มาตรา 339 วรรคไหน กรณีนี้ก็ไม่ถือเป็นการแก้บท แม้จะแก้โทษด้วย ก็เป็นการแก้น้อย
- การปรับบทให้ถูกต้อง ไม่ถือว่าเป็นการแก้บท
- การแก้วรรคในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขบทความผิด แม้จะแก้โทษด้วย ก็เป็นการแก้ไขน้อย
ข้อยกเว้น (กรณีมาตรา 276)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2553
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสามและมาตรา 277 วรรคสาม แต่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยปราศจากเหุตอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกันซึ่งมีระวางโทษต่างกันไม่มากนัก และเป็นการแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้เหมาะสมตามความผิดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225
ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ที่ใช้บังคับขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จะต้องมีผู้ร่วมกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างน้อยสองคน โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราเด็กหญิงและโดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปบ้านที่เกิดเหตุและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พา ต. มาและจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้น ต. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และในเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันยังมี ร. กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อีก พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับคนอื่นในการกระทำความผิดอย่างไร ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเฉพาะตัว ไม่มีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3448/2547
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง จำคุก 8 เดือน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกันไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะแก้ไขโทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิดตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคหนึ่งและมาตรา 317 วรรคสาม เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 284 ให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 317 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้วรรคของความผิดในบทหนักอันเป็นบทที่ศาลชั้นต้นลงโทษ แม้จะยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่า ก็ต้องถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน
- กรณีเรื่องบทหนัก บทเบา ต้องดูว่าบทหนักต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่
- ถ้าศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในความผิดบทเบาไม่ถือว่าเป็นการแก้บท แม้จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้น้อย
- แก้การตัวการ มาเป็นผู้สนับสนุน กรณีนี้เป็นการแก้บท แล้วมีการแก้โทษด้วย จึงเป็นการแก้มาก เช่นเดียวกับ แก้จากมาตรา 80 เป็น มาตรา 81 ของ ป.อาญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 908/2520
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 38,74 ให้จำคุก 2 ปี กระทงหนึ่ง และมีความผิดฐานพยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ให้จำคุก 10 ปี อีกกระทงหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่า เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 81 ให้จำคุก 4 ปี ดังนี้ ข้อหาฐานมีวัตถุระเบิดฯ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ส่วนข้อหาฐานพยายามฆ่านั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1737/2516
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81, 288, 83 ประกอบด้วยมาตรา 53 (2)ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 และลดโทษตามมาตรา 78 ให้อีกกึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 83 ประกอบด้วยมาตรา 53(1)ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 และลดโทษตามมาตรา 78ให้อีกกึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 4 ปี ดังนี้ เป็นการพิพากษาแก้ทั้งบททั้งโทษ จึงเป็นการแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และ 220
- กรณี มาตรา 336 ทวิ กับ มาตรา 340 ตรี ( ใช้หลักการเดียวกัน )
ตัวอย่างเช่น กรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้ อาจจะแก้ได้ 2 ลักษณะ คือ ศาลชั้นต้นใช้มาตรา 336 ทวิมา ศาลอุทธรณ์บอกว่าไม่เข้า มาตรา 336 ทวิ เพราะว่าจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืน หรือในทางกลับกัน ศาลชั้นต้นไม่ได้ใช้ มาตรา 336 ทวิ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ใช้ มาตรา 336 ทวิ กรณีนี้ไม่ใช่แก้ไขบทอีกบทหนึ่งไม่ ถือเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อย
11795/2553
- อย่างก็ตาม เมื่อดูหลักเกณฑ์มาตรา 218 หรือ 219 แล้วต้องไปดู มาตรา 245 ประกอบด้วย
“ มาตรา ๒๔๕ ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗ และ ๒๔๘ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า
ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ”
|
สกัดหลัก ป.วิ.อ. การพิจารณาว่าเป็นการพิพากษาแก้ไขน้อย หรือ แก้ไขมาก | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
จำนวนผู้ชม : 4029 ครั้ง
ลงวันที่ 27/01/2014 23:34:18

|
ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน
|
|