หัวข้อ : คดีฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คู่ความจะขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาโดยให้นำเงินหรือทรัพย์สินที่พิพาทมาวางศาลได้หรือไม่ ?
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ





คดีฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คู่ความจะขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาโดยให้นำเงินหรือทรัพย์สินที่พิพาทมาวางศาลได้หรือไม่ ?

ธงคำตอบ : คำพิพากษาฎีกาที่ 5982/2549 ----- คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์แบ่งเงินตามตั๋วส...ัญญาใช้เงินแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำนวน 2,000,000 บาท คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น
จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 โจทก์ได้แอบถอนตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 4,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยหามาได้ร่วมกัน แต่โจทก์ไม่นำเงิน 2,000,000 บาท มอบแก่จำเลยตามส่วนจำเลยกึ่งหนึ่ง เมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยอาจจะไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ศาลสั่งโจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางศาล
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งเงิน 4,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จึงถือว่าเงินจำนวน 4,000,000 บาท ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยที่จำเลยจะมีสิทธิร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ของตนในระหว่างพิจารณาได้ และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เงินจำนวน 4,000,000 บาท ที่พิพาทกันมีการนำไปฝากที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ครั้งสุดท้ายนำไปฝากที่บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนดังกล่าวได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ในนามของจำเลย ต่อมาเมื่อปี 2546 ได้มีการเปลี่ยนชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นชื่อของโจทก์ และหลังจากนั้นโจทก์ได้เบิกถอนเงินจำนวน 4,000,000 บาท ดังกล่าว จากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) จากข้อเท็จจริงดังกล่าว หากในที่สุดแล้วศาลพิพากษาให้แบ่งเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะได้ประโยชน์จากการที่ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ตามคำร้องของจำเลย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองโดยให้โจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นชั่วคราวจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 954/2510 ----- โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินรวมทั้งรายได้ที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ชั้นไต่สวนเพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาได้ความว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ร่วมกันที่โรงแรมและบ้านเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่พิพาท ทั้งโรงแรมและบ้านเช่านั้นปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งมีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ ดังนี้รายได้จากกิจการโรงแรมและบ้านเช่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในระหว่างพิจารณาที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองโดยให้นำมาวางต่อศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264
คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลที่ให้คุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณาเมื่อข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ศาลอาศัยเป็นหลักในการมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณามีคำสั่งแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการนั้นตาม มาตรา 262 มิใช่เป็นอำนาจของศาลฎีกา เพราะยังถือไม่ได้ว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา (จากบทบรรณาธิการเนติฯ ภาค 2/65)




คดีฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คู่ความจะขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาโดยให้นำเงินหรือทรัพย์สินที่พิพาทมาวางศาลได้หรือไม่ ? | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 4004 ครั้ง
ลงวันที่ 28/01/2014 00:08:44





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน