หัวข้อ : สกัดหลัก ถาม-ตอบ การห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)






การห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218

มาตรา 218 บัญญัติว่า “ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง”

คำถาม ข้อใดถือว่าเป็นการที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ก. ศาลอุทธรณ์แก้ทั้งบทและโทษ
ข. ศาลอุทธรณ์แก้เรื่องการรอการลงโทษ
ค. ศาลอุทธรณ์แก้เป็นไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปรับการอบรบ
ง. ถูกทุกข้อ

เฉลย ง.
เหตุผล ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก ไม่เข้ากรณีมาตรา 218 ต้องพิจารณาต่อไปว่าต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 219 หรือไม่ กรณีที่ศาลฎีกาวางแนวบรรทัดฐานตลอดมาว่า กรณีที่จะถือว่าศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก นั้น มีอยู่ 4 กรณี เท่านั้น คือ
1. ศาลอุทธรณ์แก้ทั้งบทและโทษ
2. ศาลอุทธรณ์แก้เรื่องการรอการลงโทษ
3. ศาลอุทธรณ์แก้เป็นไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปรับการอบรบ (ฎ.4816/2543)
¬¬¬ข้อสังเกต แต่ถ้าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนโทษจำคุก เป็นการส่งตัวเด็กไปฝึกอบรม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย (ฎ. 826/2544)
4. ศาลอุทธรณ์แก้จากโทษปรับสถานเดียวเป็นจำคุกแล้วเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน (ฎ. 2695/2548)

ประเด็นที่สำคัญ
การที่ศาลอุทธรณ์เพียงแต่แก้ไขระบุวรรคของความผิดให้ชัดเจน เพราะศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยโดยไม่ระบุวรรคมานั้น ก็ถือว่าไม่เป็นการแก้บท แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้โทษด้วย ก็ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย (ฎ. 2052/2533)

¬¬¬ข้อสังเกต ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้วรรคในบทมาตราเดียวกันไม่ถือว่าเป็นการแก้บท ดังนั้น แม้จะแก้โทษด้วยก็ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เช่น (ฎ. 3448/2547)

คำพิพากษาฎีกาที่ 7123/2553
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากผู้เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร ตาม ปอ. มาตรา 317 วรรคสาม ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามปอ. มาตรา 317 วรรคสาม แต่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ปอ. มาตรา 317 วรรคแรก
จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกันซึ่งระวางโทษต่างกันไม่มากนัก และเป็นการแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้โทษด้วยก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามมาตรา 218 วรรคสอง

ข้อสังเกต แต่ถ้าเป็นการพิพากษาแก้วรรคในบทมาตราเดียวกันไม่ถือว่าเป็นการแก้บท ดังนั้น แม้จะแก้โทษด้วยก็ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย
เว้นแต่เป็นกรณี ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่งกับวรรคสอง ทั้งนี้เพราะมาตรา 276 ทั้งสองวรรคมีอัตราโทษสูงต่ำแตกต่างกันมาก อีกทั้งวรรคหนึ่งเป็นความผิดที่ยอมความได้ แต่วรรคสองยอมความไม่ได้ (ฎ. 2220/2527(ป))
ในกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ เป็นเพียงเหตุฉกรรจ์ที่กำหนดให้ผู้กระทำผิดตามมาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นเท่านั้น หาใช่เป็นบทความผิดอีกบทหนึ่งไม่ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่ใช้อัตราโทษตามมาตรา 336 ทวิ จึงไม่ถือว่าเป็นการแก้บท (ฎ. 2099/2548)
ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้นำโทษที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้นั้น เป็นกรณีที่ศาลในคดีหลังต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 58 หาใช่เป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษไม่
ดังนั้นจึงไม่อาจนำโทษในคดีก่อนที่ต้องมาบวกนั้นรวมคำนวณด้วยในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความใน มาตรา 218 และมาตรา 219 (ฎ. 7838/2547)

¬¬¬ข้อสังเกต ส่วนการลดโทษให้แก่จำเลยนั้น เป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษ
ดังนั้นในการนับโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และมาตรา 219 ต้องถือโทษสุทธิภายหลังจากที่ศาลลดโทษให้แก่จำเลยแล้ว
การพิจารณาข้อห้ามฎีกาตามมาตรา 218 จะพิจารณาเฉพาะว่าศาลอุทธรณ์แก้ไขมากหรือแก้ไขน้อยเท่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าศาลชั้นต้นจะลงโทษจำคุกจำเลยกี่ปีก็ตาม (ฎ. 8344/2544)
ในกรณีที่ศาลยกฟ้องไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แต่อีกศาลหนึ่งพิพากษาลงโทษจำเลยย่อมไม่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218 และ มาตรา 219 ฎีกาที่ ฎ.1167-1168/2530
ในคดีที่ละเมิดอำนาจศาลในกรณีที่ศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยไม่ต้องทำฎีกาตามมาตรา218 และ 219 ฎีกาที่ 1926/2548
คำถาม ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตลอดชีวิตหรือลงโทษประหารชีวิตจำเลยจะฎีกาได้หรือไม่
คำตอบ การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิตหรือลงโทษประหารชีวิตย่อมเป็นโทษที่สูงกว่าโทษจำคุกห้าปีอยู่ในบังคับของมาตรา 218 วรรค 2 ไม่ต้องห้ามฎีกา ดังนั้นจำเลยจึงฎีกาได้ (ฎ.1869/2541)
การเอาโทษที่รอลงอาญาในคดีอื่นมาบวกไม่นับรวมเป็นอัตราโทษในการพิจารณาสิทธิฎีกาตามมาตรา 218 และมาตรา 219 (ฎ.1414/2553)
ในกรณีความผิดหลายกระทงการพิจารณาสิทธิ ฎีกาให้พิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นสำคัญโดยไม่ต้องคำนึงถึงโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับ (ฎ.1414/2553)




สกัดหลัก ถาม-ตอบ การห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3177 ครั้ง
ลงวันที่ 29/01/2014 21:57:33





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน