หัวข้อ : ผู้เสียหาย(VICTIM) บุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
หมวดหมู่ :





เมื่อมีการกระทำความผิดทางอาญาฐานใดฐานหนึ่งขึ้นมา  บุคคลผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำความผิดดังกล่าว

ในทางกฎหมาย เรียกว่า ผู้เสียหาย ซึ่งมีนิยามความหมายตาม มาตรา 2(4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ความเป็นผู้เสียหายในทางอาญานั้นมีเงื่อนแง่ทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาหลายอย่าง นอกจากจะพิจารณาตามตัวบทกฎหมายแล้วยังจะต้องพิจารณาการการตีความตัดสินคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาด้วย  ผู้เสียหาย นั้นถือว่าเป็น บุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตั้งแต่จุดเริ่มต้นคดีไปจนถึงจุดสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การเป็นผู่เสียหายในคดีอาญา ไม่ได่หมายความเฉพาะแต่การเป็นผู้เสียหายตามความผิดฐานใดมาตราใดตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น หากแต่รวมถึงความผิดตามกฎหมายอื่นๆที่มีโทาในทางอาญาด้วย เช่น ความรับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 หรือพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เป้นต้น ความผิดเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา เพราะเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 คือจำคุกและปรับ การพิจารณาความเป็นผู้เสียหายในทางอาญาเป็นเรื่องที่มีเงื่อนแง่ทางกฎหมายพอสมควรไม่ใช่ว่าเมื่อมีการกระทำความผิดอาญาใดเกิดขึ้นมาแล้วบุคคลที่มีส่วนเกี่ยงข้องในแง่ได้รับผลกระทบจะเป็นผู้เสียหายทุกคน หากแต่จะต้องพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานั้นๆหรือเรื่องนั้นๆว่ามุ่งคุ้มครองบุคคลใดด้วย เหตุใดความเป็นผู้เสียหายจึงเป็นเรื่องสำคัญสุดนั้น ก็เพราะเหตุว่า เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นมาแล้ว ผู้ที่จะฟ้องคดีต่อศาลได้นั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 กำหนดไว้สองคนเท่านั้นนั้นคือ อัยการ หรือผู้เสียหาย และในกรณีอัยการฟ้องนั้น ก็มีความเชื่อมโยงกลับผู้เสียหาย กล่าวคือถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว(คดีความผิดอันยอมความได้) พนักอัยการจะฟ้องคดีไม่่ได้หากไม่ได้มีการสอบสวนในคดีความผิดนั้นมาก่อน ตามมาตรา 120 และพนักงานสอบสวนจะสอบสวนคดีความผิดต่อส่วนตัวได้เมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามมตรา 121 และคำร้องทุข์นั้นใครร้อง คำตอบก็คือผู้เสียหายนั้นเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) จะเห็นได้ว่าแม้จะไม่ใช่ผู้เสียหายฟ้องเอง แต่เป้นกรณีพนักงานอัยการฟ้องก็ยังมีความเชื่อมโยงไปถึงผู้เสียหายด้วย นอกจากเรื่องการฟ้องคดีแล้ว การมอบเรื่องให้ตำรวจดำเนินการหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าแจ้งความนั้นซึ่งในทางกฎหมายเรียกว่า ร้องทุกข์ ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวผู้ที่จะร้องทุกข์ได้ต้องเป็นผู้เสียหารเท่านั้น การถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความ ในคดีความผิดต่อส่วนตัวนั้นผู้ที่จะทำได้ในกรณีไม่ใช่อัยการถอนฟ้อง ก็คือผู้เสียหายนั้นเองตามที่บัญัติไว้ในมาตรา 35 ซึ่งจะส่งผลสำคัญทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในการกระทำกรรมนั้นระงับไป ตามมาตรา 39(2) เรื่องการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการผู้ที่จะทำได้ก้คือผู้เสียหายนั้นเอง ตามมาตรา 30 การคัดค้านการปล่อยชั่วคราว การอุทธรณ์ ฎีกา ล้วนแต่มีความเกี่ยวพันกับผู้เสียหายทั้งสิ้น ความสำคัญของผู้เสียหายจึงมีมากในกระบวนยุติธรรมทางอาญา โดยเมื่อมีความผิดอาญาใดเกิดขึ้นแล้วจะต้องมีผู้เสียหายทุกครั้งไป ไม่ว่าจะเป็นกรณีราษฏรเป็นผู้เสียการ หรือบางความผิดเฉพาะรัฐเป็นผู้เสียหาย หรือบางความผิดผู้เสียหายก็เป็นได้ทั้งราษฎร และรัฐในเวลาเดียวกัน ต่อไปนี้จะกล่าวถึงหลักการพิจารณาความเป็นผู้เสียหายในทางอาญา

        1.จะต้องมีการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งเกิดขึ้นก่อน 

หลักประการแรกที่จะต้องพิจารณคือต้องมีการกระทำความผิดอาญาฐานใดความผิดใดเกิดขึ้นก่อน จึงจะมีผู้เสียหายเกิดขึ้นได้ ความรับผิดในทางอาญาเนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของสังคม เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และสภาพบังคับในทางอาญาก็มีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นการกระทำใดจะเป็นความผิดอาญาได้นั้นจะต้องมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิดอาญาและกำหนดโทษทางอาญาไว้เป็นลายลักษณ์ชัดเจน ตามหลักที่ว่าเมื่อไม่มีกฎหมายก้ไม่มีความรับผิด จะเห็นได้จากบทบัญัติในมาตรา 2 แห่งประมวลฎหมายอาญาที่ว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้....... ดังนั้นการกระทำใดแม้จะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแต่ถ้าประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญาไม่ได้บัญญัติความรับผิดไว้ เช่นนี้ก็ไม่อาจเอาผิดผู้นั้นในทางอาญาได้ ก็จะส่งผลให้ไม่อาจมีผู้เสียหายในทางอาญาในการกระทำนั้นได้ ส่วนจะมีความรับผิดในทางแพ่งหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่น การกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ไม่มีกฏหมายอาญามาตราใดบัญญัติความรับผิดและกำหนดโทษไว้จึงไม่อาจเอาผิดผู้นั้นในทางอาญาได้ และไม่อาจมีผู้เสียหายในทางอาญาในความผิดฐานนั้นได้ด้วย แต่อาจฟ้องร้องในทางแพ่งเรื่องละเมิดได้ ต่อมาก็ต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้วหรือยัง เพราะความรับผิดทางอาญาโดยหลักจะเกิดขึ้นเมื่อการกระทำนั้นถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว เว้นแต่ความผิดบางฐานแม้อยู่ในขั้นตระเตรียมการก็เป้นความผิดแล้ว

        2.ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายได้ต้องเป็น บุคคล

ผู้เสียหายในทางอาญานั้น อาจจะเป็นบุคคลธรรมดา คือมนุษย์ทั่วๆ ไป หรือเป็นบุคคลในทางกฎหมายก็ได้ คือ นิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือนิติบุคคลอื่นๆ แต่กระนั้นก็ตามความผิดบางฐานนั้นโดยสภาพผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายจำกัดเฉพาะบุคคลธรรมดา เช่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ฐานฆ่าคนตายนั้น โดยสภาพแห่งความผิดนิติบุคคลไม่อาจเป้นผู้เสียหายในความผิดลักษณะนี้ได้

        3.บุคคลนั้นๆ จะต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดนั้นๆ

เรื่องนี้จะต้องพิจารณาจากเจตจำนงของกฎหมายหมายแต่ละมาตรา ว่ามุ่งคุ้มครองใคร บุคคลนั้นๆจึงจะสามารถเป็นผู้เสียหายในความผิดนั้นๆได้ เช่นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ 317-319 เมื่อดูชื่อที่เรียกกันว่าพรากผู้เยาว์ก็ทำให้เขาใจไปกันว่าผู้เสียหายในความผิดนี้นั้นคือผู้เยาว์ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ ผู้เสียหายในความผิดเหล่านี้คือ บิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลของผู้เยาว์เพราะเจตจำนงของความผิดฐานนี้มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจการปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลของผู้เยาว์ ไม่ให้ถูกผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแลของตน

        4.บุคคลที่เป็นผู้เสียหายได้จะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยด้วย

หลักนี้มาได้ยังไง ไม่มีกฎหมายมาตราใดเขียนไว้ หลักนี้มาจากหลักที่ว่าผู้ที่จะมาขอความยุติธรรมจากศาลควรจะเป็นผู้ที่บริสุทธิ์จริงๆ ไม่มีส่วนในความผิดนั้นๆ และศาลฎีกาก็ได้วางหลักนี้ลงในคำพิพากษาเรื่องผู้เสียหายหลายเรื่องจนกลายเป็นบรรทัดฐานไปแล้ว นั้นคือผู้ที่จะเป็นผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา2(4) แล้ว ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยด้วยกล่าวคือผู้นั้นจะต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น ไม่ว่าในฐานะตัวการ ผู้ใช้ หรือผุ้สนับสนุน เช่น ก กับ ข สมัครใจเขาชกต่อยกัน เช่นนี้ทั้ง ก และ ข ไม่ใช้ผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ฐานทำร้ายร่างกาย.. เพราะต่างมีส่วนในการกระทำความผิดนั้นจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่เป็นผู้เสียหายในทางอาญา เป็นต้น

โดย ทรงพล





ผู้เสียหาย(VICTIM) บุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2172 ครั้ง
ลงวันที่ 07/02/2014 02:08:54





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน