เชื่อว่าหลายต่อหลายครั้งโดยเฉพาะในอดีตและปัจจุบันก็ยังมีให้เห็น เมื่อเราเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมก็คือการกระทำผิดเกี่ยวกับคดีอาญาเราคงพบพาดหัวข่าวตัวโตๆว่า "โจรบุกเดี่ยวปล้นธนาคาร" หรือบางครั้งก็มาแบบว่า "สองผัวเมียอาวุธครบมือบุกปล้นแบงก์กลางกรุง'' คำถามคือแล้วยังไง? คำตอบคือถ้าเรามองในแง่ของการนำเสนอข่าวของนักข่าวมันไม่มีปัญหาอะไรหรอก คนเขียนข่าวก็คงอยากให้ข่าวน่าสนใจ สะดุดตา ไม่ว่าเขาจะมีความรู้ทางกฎหมายหรือไม่ หน้าที่เขาคือคนส่งข่าวสารไปยังผู้อ่านคนดูคนฟังก็เท่านั้น แต่ในแง่ของกฏหมายมันมีผลอย่างยิ่ง เพราะความรับผิดอาญาแต่ละฐานมันผูกมัดกับโทษในทางอาญา และโทษในทางอาญามันก็มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าทางชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 นั้นกำหนดโทษทางอาญาที่จะใช้บังคับกับผู้กระทำผิดทางอาญาไว้ 5 ประการ คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์ ทีนี้หากเราพิจารณาตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดผิดไปจากที่เขาควรจะต้องรับผิด ผลคือมันจะทำให้เขาถูก จำคุกมากกว่าที่ควรจะเป็นและมากกว่าที่กว่าที่กฎหมายประสงค์ให้เป็น เช่น หากเขาทำผิดแค่ลักทรัพย์ธรรมดาตาม มาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญาโทษระวางโทษจำคุกไม่เกินปีและโทษปรับ แต่หากฝ่ายคู่กรณีทำพยานหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อให้จำเลยรับโทษจำคุกหนักขึ้น จนศาลหลงเชื่อลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 อนุ 8 เช่นนี้จำเลยอาจถูกลงโทษจำคุกถึง 5 ปีเลยทีเดียว เพราะการกระทำผิดตามมาตรา 335 อนุ 8 ระวางโทษจำคุก 1 ถึง 5 ปีนั้นคือศาลจะลงโทษ 5 ปีก็ได้ ต่างจากมาตรา 334 ที่ศาลลงได้ไม่เกิด 3 ปีเท่านั้น จะเห็นได้ว่าการวินิจฉัยคดีลงโทษผูักระทำความผิดนั้นหากผิดพลาดไปเพียงมาตราใดมาตราหนึ่งอาจส่งผลต่อเสรีภาพของเขาเป็นปีๆเลยทีเดียว จริงอยู่ผู้กระทำผิดก็ควรต้องถูกลงโทษเพราะความผิดที่ตนกระทำหากผ่านกระบวนการพิสูจน์ความผิดจนปราศจากข้อสงสัยใดว่าผิดจริง แต่เขาก็ไม่ควรรับผิดและถูกลงโทษเกินไปกว่าสิ่งที่เขาทำด้วยเช่นกัน
ทีนี้ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ที่ต้องพูดถึงเพราะเหตุผลตามที่อธิบายมาข้างต้น เป็นเรื่องการแยกจุดตัดในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวกฎหมายอาญาภาคความผิดลักษณะ12 หมวด 1 ถึง 8 ที่จะพูดถึงวันนี้คือความผิด 4 ฐานความผิด คือ ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ซึ่งบัญญัติอยู่ระหว่างมาตรา 334 ถึง 340ตรี
ซึ่งมีทั้งข้อที่เหมือนกันและแตกต่างกันใน 4 ฐานความผิดนี้
อย่างแรกที่เหมือนกันของความผิดทั้ง 4 ฐานนี้ก็คือทั้งหมดเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ กล่าวคือความประสงค์หรือเจตนาสุดท้ายของผู้กระทำผิดมุ่งต่อตัวทรัพย์เป็นสำคัญ แม้บางครั้งอาจมีการกระทำต่อเนื้อตัวร่างกาย หรือชีวิตของผู้เสียหายด้วยก็ตาม
ที่เหมือนกันต่อมาคือความผิดทั้ง 4 ฐานนี้มุ่งกระทำเพื่อแย่งการครอบครองของทรัพย์สินจากผู้เสียหาย ดังนั้นทรัพย์ดังกล่าวจึงต้องมีผู้ครอบครองอยู่ก่อน แล้วผู้กระทำไปแย่งการครอบครองมาจึงจะมีความผิดได้ เมื่อเป้นการกระทำต่อการครอบครอง ดังนั้นผู้ครอบครองอาจไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ก็ได้ และผู้ครอบครองก็เป็นผู้เสียหายในความผิดนั้นได้ แม้จะไม่ใช้เจ้าของกรรมสิทธิในทรัพย์ก็ตาม
ที่เหมือนกันต่อมาคือความผิดทั้ง 4 ฐานมีความผิดฐานลักทรัพย์เป็นตัวยืน กล่าวคือ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์นั้นมี ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นองค์ประกอบของความผิดทั้งสิน แตกต่างกันแต่ในส่วนองค์ประกอบความผิดอืน ตามมาตรา 336 339 340
ที่เหมือนกันต่อมาคือ ความผิดทั้ง 4 ฐานนั้นมีทั้งเหตุที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น และผลที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น ตามี่บัญญัติไว้ในมาตรา 335 วรรคสอง สาม 336 วรรคสอง สาม สี 339 วรรค สอง สาม สี่ 340 วรรคสอง สาม สี่
ที่เหมือนกันต่อมาคือความผิดทั้งสี่ฐานนี้ถ้าผู้กระผิดคนใดกระทำโดยแต่งเครื่องแบบทหาร หรือตำรวจ หรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหารหรือตำรวจ หรือโดยมี หรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ต้องระวางโทษ หนักกว่าที่บัญญัติไว้ใน มาตรา นั้น ๆ กึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 336ทวิ และ 340 ตรี
ส่วนข้อต่างของความผิดทั้งสี่ฐานข้อแรกคือองค์ประความผิดทั้งสี่ฐานนั้นต่างการ กล่าวคือต่างในส่วนขององค์ประกอบภายนอกของความผิดในส่วนของการกระทำ นั้นคือ วิ่่งราวทรัพย์ ต่างจากลักทรัพย์ตรงที่เป็นการักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า นั้นคือ เป็นการกระทำที่รวดเร็ว และผู้เสียหายรู้ถึงการกระทำนั้นด้วย ช่วงชิงทรัพย์ต่างออกไป กล่าวคือเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย การชิงทรัพย์จึงโยงไปในความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และ ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตาม มาตรา 337 ได้ด้วย ส่วนความผิดฐานปล้นทรัพย์คล้ายกับชิงทรัพย์ แต่แตกต่งในจำนวนผู้กระทำผิด กล่าวคือหากมีตัวการร่วมกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปตามมาตรา 83 ความผิดนันก็จะกลายเป็นปล้นทรัพย์ตามมตรา 340
ส่วนแตกต่างต่อมาคือโทษของผู้กระทำ ปล้นทรัพย์จะหนักสุดรองลงมาคือชิงทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และลักทรัพย์ ตามที่บัญญไว้ในมาตรา 334 336 339 340
โดย ทรงพล
|