ปัญหาการทำแท้งทารกในครรภ์มารดานั้นเกิดขึ้นทุกประเทศบนโลกใบนี้ ไม่ว่าประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา หรือหลังเขาล้าหลังสุดโต่ง ล้วนมีปัญหานี้ทั้งนั้น สาเหตุเกิดขึ้นก็เพราะการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์นนั้นเองและเมื่อซอยสาเหตุย่อยลงไปอีกก็จะพบว่าเกิดจากการมีเพศสัมพันธุ์ดดยขาดการป้องกัน โดยเฉพาะวัยรุ่นวัยคะนองนั้นเอง การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ของวัยรุ่น เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เป็นการตั้งครรภ์ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน จึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากทั้งทางด้านครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม และปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของวัยรุ่นอย่าง มากด้วย หรือแม้แต่ผู้พ้นวัยรุ่นแล้วก็ตามอาจเกิดการตั้งครรภ์โดยพลาดได้เช่นนั้น นอกจากนี้อาชกรรมการข่มขืนอาจนำมาซึ่งทางตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้เช่นกันซึ่งกรณีนี้กฎหมายในแทบทุกประเทศบัญญัติทางออกไว้คล้ายกัน
สำหรับประเทศไทย ความผิดฐานทำให้แท้งลูกมีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301-305 ซึ่งมีเพียง 5 มาตรา เท่านั้น แต่กระนั้นก็อาจไปโยงกับความผิดต่อชีวิต หรือร่างกายได้เช่นกัน
**มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ** ตามมาตรา 301 เป็นมาตราที่เอาผิดกับตัวแม่ที่ตั้งครรภ์ แล้ว 1. ทำให้ตัวเองแทงลูกด้วยการกระทำของตัวเองไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม หรือ 2. ทำให้ตนเองแท้งลูกโดยยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก โดยไม่ว่าวิธีใดก็ตาม การจะเป็นความผิดสำเร็จที่จะทำให้ตัวแม่เด็กรับโทษตามมาตรา 301 เต็มประตูคือความผิดสำเร็จ คือจะต้องเกิดผล คือการแท้งลูกนั้นเองในทางกฎหมายการพิจารณาว่าเด็กนั้นเกิดมีสภาพบุคคลแล้วหรือยังนั้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 15 นั้นคือสภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก..... ดังนั้นการที่จำเลยซึ่งเป็นแม่เด็กกินยาขับเพื่อหวังให้เด็กตายนั้นปรากกฎว่าเด็กคลอดออกมาแล้วไม่ตายเพราะมีผู้มาช่วยไว้ทันการกระทำจำเป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดตามมาตรา301 จึงรับโทษเพียง 2ใน 3 ของมาตรา 301 ตามาตรา 80 คำถามคือเมื่อผิด 301 คือทารกตายในครรภ์ไม่คลอดออกมา แม่เด็กจะผิดฐานฆ่าคนตายตามมาตรา 288 อีกข้อหาหรือไม่ เรื่องนี้ เมื่อิจารณาตามมาตรา 288 กฎหมายใช้คำว่า ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษ...คำว่าผู้อื่นตามมาตรา 288 จึงมีความหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นเอง คือมาตรา 15 คือผู้อื่นที่ว่าต้องมีชีวิต มีสภาพบุคคลนั้นเอง แต่ทารกในครรภ์มารดาในทางกฎหมายยังไม่ถือว่ามีสภาพบุคคลแม้ในทางการแพทยือาจจะถือว่ามีแล้วก็ตาม จนกว่าทารกจะคลอดออกจากครรภ์มารดาโดยมีชีวิตนั้นเอง การกระทำของมารดาเด็กที่ผิดฐานทำให้ตนแท้งลูกตามมาตรา 301 จึงไม่ผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตามประมวลกำหมายาญามาตรา 288 อีก อย่างที่กล่าวแล้วว่ามาตรา 301 เอาผิดกับตัวแม่เด็กที่ทำตนเองแท้งลูกด้วยมือตนเองหรือให้คนอื่นทำให้ ส่วนผู้อื่นที่ทำให้แม่เด็กแท้งลูกจะรับผิดตามมาตราใดแยกพิจารราได้ 2 กร ณี คือ กรณีตามมาตรา 302 กรณีทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงยินยอมให้กระทำ กับกรณีทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงไม่ยินยอม
ตามบทบัญญัติมาตรา 303 ซึ่งโทษตามบทบัญญัติมาตรา 303 จะหนักกว่า 302 นอกจากนี้ผู้ที่ทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหยิงจะยินยอมหรือไม่อาจรับโทาหนักขึ้นอีกหากการกระทำของตนทำให้หญิงได้รับอัตรายสาหัสอย่างอื่นตามมาตรา 297(1)-(8) ยกเว้น(5) นอกจากแท้งเด็ก ตามที่บัญญัติใว้ในวรรคสองและสามของมาตรา 302 และ 303
ส่วนผู้พยามกระทำผิดตาม มาตรา 301 และ มาตรา 302วรรคแรก มาตรา 304 บัญญัติว่าผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
โดยหลักนั้นการทำให้หญิงแท้งลูกโดยผู้อื่นกระทำผู้กระทำต้องรับผิดตามมาตรา 302 หรือ 303 แล้วแต่กรณีแต่ในบางครั้งหญิงที่ตั้งครรภ์มีสุขภาพอ่อนแอมากๆผิดปกติหากปล่อยให้อุ้มท้องต่อไปอาจตายทั้งแม่ทั้งลูกได้หรืออาจเกิดการตั้งครรภ์โดยการกระผิดทางอาญาของผู้อื่น ซึ่งหากปล่อยให้เด็กเกิดอาจมีผลร้ายแรงตามมามากกว่าการทำให้เด้กแท้ง เพื่อป้องกันกรรีลูกโจร มาตรา 305 จึงได้บัญญิตทางออกไว้
มาตรา 305 ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวใน มาตรา301 และ มาตรา302 นั้น เป็นการกระทำของนายแพทย์และ (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ (2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ตามที่บัญญัติไว้ใน276 277 282 283 284
ผู้กระทำไม่มีความผิด
นั้นคือแพทย์ที่ทำแท้งและตัวแม่เด็กไม่มีความรับผิดทางอาญาเลยนั้นเอง
โดย ทรงพล
|