15 พฤจิกายน 2539 คือวันเริ่มต้นใช้บังคับของ พรบ ความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พศ 2539 เหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาก็เพราะ การที่ เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นไปตามหลัก กฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่เหมาะสมก่อให้เกิด ความเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดในการกระทำต่าง ๆ เป็นการเฉพาะตัวเสมอไป เมื่อการที่ทำไปทำให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพียงใดก็จะมี การฟ้องไล่เบี้ยเอาจากเจ้าหน้าที่เต็มจำนวนนั้น ทั้งที่บางกรณีเกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจหรือความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหน้าที่ เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และให้แบ่งแยกความรับผิดของแต่ละคนมิให้นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ ทั้ง นี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของรัฐ จึง จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พรบ ฉบับนี้นั้นมีเพียง 15 มาตรา มาตราที่เป็นหัวใจสำคัญๆ คือมาตรา 4 ที่เป็นมาตราที่ให้คำนิยาม คำว่า “เจ้าหน้าที่” และ “หน่วยงานของรัฐ" ซึ่งสำคัญ เพราะหาก ผู้ปฎิบัติงานคนใดไม่ถือว่าเป็น เจ้าหน้าที่ ตามนิยายศัพท์ในมาตรา 4 แล้ว ผู้นั้นย่อมไม่อาจได้รับประโยชน์ตาม พรบ นี้ นอกจากนี้ยังมีมาตรา 5 มาตรา 6 และการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นละเมิดนั้นไม่มีนิยามความหมายไว้ใน พรบ ฉบับนี้ จึงต้องนำเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มาพิจารณาวินิจฉัยว่าการกระใดของ เจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดบ้าง
ในส่วนของ วันเริ่มใช้บังคับ พรบ ฉบับนี้คือวันที่ 15 พฤจิกายน 2539 นั้น มีประเด็นปัญหาขึ้นสู่ศาลว่าหากเกิดการกระทำละเมิดก่อน พรบ นี้มีผลใช้บังคับ จะใช้พรบนี้บังคับกับการละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่ เรื่องนี้สรุปจากฎีกาที่ขึ้นสู้ศาลได้ว่าให้ดูเวลาฟ้องคดีเป็นสำคัญ แม้มูลเหตุละเมิดเกิดก่อน พรบ นี้บังคับ แต่ถ้ามีการฟ้องร้องคดีหลังจากกฎหมายนี้ใช้บังคับแล้ว ก็ย่อมต้องอยู่ในบังคับของ พรบ ฉบับนี้ ความหมายคือเจ้าหน้าที่ได้รับประโยชน์ตาม พรบ ฉบับนี้ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
ประเด็นต่อมาที่ต้องพิจารณาคือ นิยาม ความหมาย ของคำว่า “เจ้าหน้าที่” และ “หน่วยงานของรัฐ" ซึ่งสำคัญ เพราะหาก ผู้ปฎิบัติงานคนใดไม่ถือว่าเป็น เจ้าหน้าที่ ตามนิยายศัพท์ในมาตรา 4 แล้ว ผู้นั้นย่อมไม่อาจได้รับประโยชน์ตาม พรบ นี้
คำว่า “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด ตามมาตรา 4 จะเห็นได้ว่ามีอยู่ 4 กลุ่มด้วยกันที่ถือว่าเป็น เจ้าหน้าที่ ตาม พรบนี้
1.คำว่า ข้าราชการนั้น หมายถึง ข้าราชการที่ปฎิบัติงานอยู่ใน สำนักนายก กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ มีลักษณะความสัมพันธ์ในฐานะได้รับแต่งตั้งบรรจุตามกฎหมายนั้นๆ มิได้มีความสัมพันธ์ในฐานะ ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน
2.คำว่า พนักงาน คือ พนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ
3.คำว่า ลูกจ้าง คือ ลูกจ้าง ของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคเฉพาะจังหวัด ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจเฉพาะที่ตั้งขึ้นตาม พรบ พรก ไม่รวมในรูปแบบบริษัท ตาม ปพพ ข้อสังเกตคือต้องเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่านั้น ไม่รวมสัญญาจ้างทำของ
4.ผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด
|