ตั๋วเงิน
มาตรา 898 อันตั๋วเงินตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้มีสามประเภท ๆ หนึ่ง คือ ตั๋วแลกเงิน ประเภทหนึ่ง คือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ประเภทหนึ่ง คือ เช็ค
ตั๋วแลกเงิน
มาตรา 908 อันว่าตั๋วแลกเงินนั้น คือ หนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่า
ผู้สั่งจ่าย สั่งบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จ่าย ให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่บุคคลคนหนึ่ง หรือ
ให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลคนหนึ่งซึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน
มาตรา 909 อันตั๋วแลกเงินนั้น ต้องมีรายการดังกล่าวต่อไปนี้ คือ
(6) ชื่อ หรือยี่ห้อผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ
ตั๋วสัญญาใช้เงิน
มาตรา 982 อันว่าตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า
ผู้ออกตั๋ว ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่ง ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือใช้ให้ตาม
คำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับเงิน
มาตรา 983 ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ต้องมีรายการดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(5) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน (แค่นี้)
จะเห็นได้ว่ากฎหมายในมาตรา 983 ไม่มีคำว่า “หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่
ผู้ถือ”
ดังนั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นมีเพียงประเภทเดียว คือ
ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน
จุดนี้ ดูแล้วเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เราต้องจำไว้ให้แม่นเสียแต่ต้น มิเช่นนั้น เมื่อเราไปวินิจฉัยปัญหาจะวินิจฉัยผิดพลาดหมด เพราะว่า ตั๋วเงินทั้งสองชนิดนี้ มีบทบัญญัติในกฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แตกต่างกัน ดังนั้น ในเบื้องต้นให้เราจำได้อย่างนี้ก่อน
มีอีกจุดหนึ่ง ถ้าสังเกตให้ดีบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับตั๋วชนิดผู้ถือ ในมาตรา918 มาตรา 921 ในเรื่องตั๋วแลกเงิน สองมาตรานี้ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับตั๋วชนิดผู้ถือ เรานำไปใช้กับเรื่องเช็คด้วยตามบทบัญญัติ มาตรา 989 ในเรื่องเช็ค
แต่ถ้าเราไปดูบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน ในมาตรา 985 จะไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 918 กับมาตรา 921 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับตั๋วชนิดผู้ถือไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย เพราะว่าตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดผู้ถือนั้นไม่มี เมื่อไม่มีแล้วบทบัญญัติเกี่ยวกับตั๋วชนิดผู้ถือในมาตรา 918 กับ 921 จึงไม่นำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน
สรุป ตั๋วเงินแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน จะมีในตั๋วเงินทั้ง 3 ประเภท
2. ตั๋วชนิดผู้ถือ จะมีเฉพาะตั๋วแลกเงินและเช็คเท่านั้น
ปัญหามีว่า ที่แบ่งตั๋วเงินออกเป็น 2 ชนิด คือ ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน กับ ตั๋วชนิด
ผู้ถือนั้น ผลในทางกฎหมายเกี่ยวกับตั๋วทั้งสองชนิดนั้น แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?
ข้อแตกต่างระหว่างตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงินกับตั๋วชนิดผู้ถือมีข้อแตกต่างที่สำคัญในทาง
กฎหมายอยู่ 2 ประการ
ประเภทแรก คือ “ต่างกันด้วยวิธีการโอน”
ให้จำหลักไว้ก่อนว่า ตั๋วเงินเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้
- ถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน การโอนตั๋วชนิดนี้ โอนให้กันได้ด้วยสลักหลังและ
ส่งมอบ ตามมาตรา 917 และ มาตรา 919 ซึ่งอยู่ในบทบัญญัติของเรื่องตั๋วแลกเงิน แต่ว่า
นำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็คด้วย ตามมาตรา 985 และ 989
- ถ้าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ ซึ่งจะมีเฉพาะในตั๋วแลกเงินและเช็คเท่านั้น เวลาโอนตั๋วนั้น
จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 918 ที่บัญญัติว่า “ตั๋วแลกเงินอันส่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้น ท่านว่า
ย่อมโอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้กัน” ไม่จำเป็นต้องไปสลักหลัง
ข้อแตกต่างประการที่สอง แตกต่างด้วย “ความเป็นผู้ทรง”
ผู้ทรง คือ ผู้ที่มีสิทธิที่จะได้รับเงินตามตั๋วนั่นเอง ซึ่งในเรื่องตั๋วเงินนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ในตั๋วเงิน ภาษากฎหมาย เรียกกันว่า “ผู้ทรง”
- ถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน บุคคลใดก็ตามที่มีชื่อระบุในตั๋วว่า เป็นผู้รับเงิน
แล้วมีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง บุคคลนั้นก็อยู่ในฐานะเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับเงิน
ถ้าหากว่าเป็นผู้ที่ได้รับโอนตั๋วเงินฉบับนั้นมาก็คือ ผู้ทรงในฐานะเป็นผู้รับสลักหลัง
ที่บัญญัติว่า “อันผู้ทรงนั้น หมายความว่าบุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง โดยฐานเป็นผู้รับเงิน หรือเป็นผู้รับสลักหลัง ถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ๆ ก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน” และ
มาตรา 905 ที่บัญญัติว่า “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 1008 บุคคลผู้ได้
ตั๋วเงินไว้ในครอบครอง ถ้าแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย แม้ถึงว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักหลังลอยก็ตาม ท่านให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย…”
ก็หมายความว่า ถ้าเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับสลักหลัง ซึ่งตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน นอกจากจะต้องมีตั๋วเงินไว้ในครอบครองแล้ว จะต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่าได้ตั๋วนั้นมาโดยมีการสลักหลัง ติดต่อกันมาไม่ขาดสายตามมาตรา 904 และมาตรา 905
สรุปว่า ถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน ความเป็นผู้ทรงจะอยู่ในบังคับของมาตรา
904 และมาตรา 905
- ถ้าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ ความเป็นผู้ทรงก็จะอยู่ในบังคับของมาตรา 904 คือ บุคคลใด ก็ตาม ที่ครอบครองตั๋วเงินไว้ บุคคลนั้นก็อยู่ในฐานะเป็นผู้ทรงตามมาตรา 904
เพราะฉะนั้น ก็สรุปเบื้องต้นก่อนว่า ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน และตั๋วชนิดผู้ถือ ก็จะ
มีข้อที่แตกต่างกันใหญ่ ๆ อยู่ 2 ประการ ดังกล่าวมาข้างต้น คือ
1. ต่างกันด้วยวิธีการโอน
2. ต่างกันด้วยความเป็นผู้ทรง
เมื่อทราบแล้วว่าตั๋วเงินมี 2 ชนิด คือ ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน กับ ตั๋วชนิดผู้ถือ
ซึ่งตั๋วทั้ง 2 ชนิดนั้นมีข้อแตกต่างในทางกฎหมายอย่างไร ลำดับต่อไป ก็มาดูลักษณะที่
สำคัญของตั๋วเงินเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาอื่น คือตั๋วเงินนั้นมีข้อแตกต่างจากเอกเทศสัญญาหรือสัญญาทั่ว ๆ ไป ที่เป็นลักษณะพิเศษของตั๋วเงิน ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 หัวข้อ ดังนี้
1. ข้อแตกต่างประการที่หนึ่ง คือ ข้อความที่เขียนลงในตั๋วเงินได้ จะต้องเป็นข้อความที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเท่านั้น อันนี้เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญประการแรกเลยที่ไม่เหมือนกับเอกเทศสัญญาหรือสัญญาประเภทอื่น ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 899 บัญญัติว่า “ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะนี้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงินท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่”
แล้วต่างกันอย่างไร ก็คือ
ถ้าเป็นเอกเทศสัญญา หรือสัญญาอื่น คู่สัญญาจะตกลงกันอย่างไรก็ได้ ถ้าหากว่าข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามหลักในเรื่องของนิติกรรมและสัญญา มาตรา 150 ที่บัญญัติว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ” ก็คือถ้าเป็นสัญญาทั่วไปนั้น
คู่สัญญาจะตกลงกันอย่างไร ใครได้เปรียบ - เสียเปรียบกันอย่างไร เป็นเรื่องที่คู่สัญญาต้องระมัดระวังผลประโยชน์ของตนเอง แม้กระทั่งกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างหนึ่ง ก็ยังอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ ถึงแม้ข้อตกลงนั้นจะผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้าไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนี้ คู่สัญญาตกลงกันก็ได้ ตกลงกันได้เหมือนดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็ได้ ตามมาตรา 151 ที่บัญญัติว่า “การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชาชนการนั้นไม่เป็นโมฆะ”
ตัวอย่าง
เรื่องเช่าทรัพย์ กรณีที่ผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าถ้าหากว่า กำหนดระยะเวลาค่าเช่านั้น
ตกลงชำระกันเป็นรายเดือน หรือว่าอาจจะมีระยะเวลาชำระค่าเช่ากว่ารายเดือนขึ้นไป
ให้ดูมาตรา 560 กฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ถ้าผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าเพราะเหตุ
ผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าจะต้องบอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชำระค่าเช่าภายในเวลาใด
ซึ่งพึงกำหนดอย่าให้น้อยกว่า 15 วัน ตามมาตรา 560 ว.สอง เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่า
ผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนดผู้ให้เช่าจะไปเลิกสัญญาเช่าทันทีไม่ได้ ต้องเตือนก่อน
บอกกล่าวให้เขานำค่าเช่ามาชำระโดยให้เวลาเขาไม่น้อยกว่า 15 วัน อันนี้ กฎหมาย
บัญญัติไว้ดังนี้ แต่มาตรา 560 นั้น ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
เช่าว่า ถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าให้สัญญาเช่าเลิกกันทันที อย่างนี้ คู่สัญญาตกลงกันได้
ถึงแม้จะผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติมาตรา 560 แต่มาตรานี้ไม่เกี่ยวกับ
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในมาตรา 151 บัญญัติว่าตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้แล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ 192/2521
ตัวอย่าง
เรื่องฟ้องบังคับจำนอง
สมมติว่า มีการกู้ยืมเงินกันสองล้านบาท ผู้กู้นำที่ดินมาจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้
ต่อมาผู้กู้ไม่ชะระหนี้ผู้ให้กู้ก็ฟ้องบังคับจำนอง ยึดที่ดินออกขายทอดตลาด ได้เงิน 1 ล้าน
ห้าแสนบาท อย่างนี้ผู้กู้ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่ค้างอีกห้าแสนบาท ตามมาตรา 733 ที่บัญญัติว่า “ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุดและราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ
กันอยู่ก็ดี หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น” แต่มาตรานี้ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะฉะนั้น สามารถตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ว่า ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดแล้ว ได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยอมรับผิดชดใช้ในเงินที่ยังขาดอยู่ต่อ ดังนี้ เป็นการตกลงที่แตกต่างจากบทบัญญัติของมาตรา 733 แต่ข้อตกลงเช่นนี้มีผลบังคับใช้ได้
เพราะฉะนั้น ถ้าหากเป็นสัญญาทั่วไปนั้น จะตกลงกันอย่างใดก็ได้ ตกลงให้ผิด
แต่ตั๋วเงินนั้นไม่ได้ ซึ่งตั๋วเงินนั้นจะเขียนอะไรลงในตั๋วเงินต้องดูบทบัญญัติของกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเสียก่อนว่า เรื่องที่จะเขียนลงไปนั้นกฎหมายลักษณะตั๋วเงินบัญญัติให้เขียนลงไปได้หรือไม่ อันนี้เป็นลักษณะพิเศษเลยหาใช่ว่าจะไปเขียนอะไรลงไปในตั๋วเงินอย่างไรก็ได้ ไม่ได้เลยจะเขียนอะไรลงไปในตั๋วเงินต้องดูกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเสียก่อนว่ากฎหมายอนุญาตหรือไม่ ?
ตัวอย่าง
การคิดดอกเบี้ย ดูมาตรา 911 เรื่องตั๋วแลกเงิน
มาตรา 911 “ผู้สั่งจ่ายจะเขียนข้อความกำหนดลงไว้ว่าจำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้น
ให้คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้ และในกรณีเช่นนั้น ถ้ามิได้กล่าวลงไว้เป็นอย่างอื่น ท่านว่าดอกเบี้ยย่อมคิดแต่วันที่ลงในตั๋วเงิน”
เพราะฉะนั้น ในเรื่องตั๋วแลกเงิน กฎหมายอนุญาตให้มีการเขียนข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ยลงในตั๋วแลกเงินได้ ตัวอย่าง ก ออกตั๋วแลกเงินสั่ง ข ให้จ่ายเงินจำนวน 1 ล้านบาท ให้แก่ ค ในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี
มาตรา 911 นำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยโดยผลของมาตรา 985 ที่บัญญัติให้
นำมาตรา 911 ไปใช้ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย ดังนั้น ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินก็เช่นกัน สามารถเขียนข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยลงในตั๋วได้ เช่น ก. ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาจะใช้เงินแก่ ข. ในวันที่ 1 ธ.ค. 2548 จำนวน 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
แต่ ! ถ้าไปดูเรื่องเช็ค ตามมาตรา 989 แล้ว ไม่มีบทบัญญัติให้เขียน
ข้อความเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยลงในเช็คได้ ดังนั้น ถ้า ก. ออกเช็คสั่งธนาคารให้จ่ายเงินแก่ ข. ลงวันที่ 1 ธ.ค. 2548 จะไปเขียนว่าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี อย่างนี้ เขียนไม่ได้โดยผลของมาตรา 899 ในเรื่องเช็คนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คู่สัญญาเขียนข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยลงในเช็ค เพราะฉะนั้น ถ้าเขียนไปก็ไม่มีผล ข้อความเรื่องดอกเบี้ยไม่มีผล ถือว่าไม่มีข้อความเรื่องดอกเบี้ยอยู่ในเช็ค ธนาคารก็จ่ายเงินตามจำนวนเฉพาะจำนวนเงินตามเช็ค ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย
ตัวอย่าง
การขีดคร่อม มีแต่เฉพาะในเรื่องเช็คเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในเรื่องตั๋วแลกเงิน
กับ ตั๋วสัญญาใช้เงินจะไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการขีดคร่อม
การขีดคร่อม คืออะไร ? กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 994 “ถ้าในเช็คมีเส้นขนานคู่
ขีดขวางไว้ข้างด้านหน้า…” ส่วนใหญ่มักเป็นทางด้านมุมซ้ายมือ การขีดคร่อมเช็คก็จะมีผลว่าตัวผู้ทรงเช็คจะนำเช็คไปยื่นกับธนาคารแล้วธนาคารจะจ่ายเงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คโดยตรงไม่ได้ ธนาคารตามเช็คจะต้องจ่ายเงินตามเช็คโดยผ่านบัญชีธนาคารด้วยกันเท่านั้น
บทบัญญัติในเรื่องการขีดคร่อมจะมีเฉพาะในเรื่องเช็คเท่านั้น ถ้าเป็นตั๋วแลกเงิน หรือ
ตั๋วสัญญาใช้เงินจะไม่มีบทบัญญัติในเรื่องการขีดคร่อม ดังนั้น ถ้าผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน
หรือว่าผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน แล้วไปขีดเส้นคู่ขนานไว้ข้างด้านหน้าตั๋ว ผลก็จะเป็นไป
ผู้จ่ายก็สามารถจ่ายเงินตามตั๋วเป็นเงินสดได้
ตัวอย่าง
ได้กล่าวมาแล้วว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะมีแต่เฉพาะตั๋วชนิดระบุชื่อเท่านั้น
จำนวน 1 ล้านบาท แล้วไปเขียนคำว่า “หรือผู้ถือ”
ถามว่า จะมีผลอย่างไรแก่ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นหรือไม่ ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนี้จะโอนแบบตั๋วชนิดผู้ถือโดยวิธีส่งมอบได้หรือไม่ อย่างนี้ ไม่ได้ ข้อความคำว่า “หรือผู้ถือ” ก็หามีผลอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ เพราะฉะนั้นถือเสมือนว่า ข้อความคำว่า “หรือผู้ถือ” นั้นไม่มีอยู่
ตัวอย่าง
ปกติแล้วตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน เช็คเป็นตราสารที่สามารถโอนเปลี่ยนมือได้
- ถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน โอนด้วยการสลักหลังและส่งมอบ
- ถ้าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ โอนด้วยการส่งมอบเฉย ๆ
ถ้าหากว่าผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน ผู้สั่งจ่ายเช็ค หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ประสงค์
จะให้ตั๋วเงินนั้นมีการโอนต่อไปด้วยวิธีการโอนอย่างตั๋วเงิน ก็สามารถทำได้ โดยกฎหมาย
จะบัญญัติไว้ในมาตรา 917 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “เมื่อผู้สั่งจ่ายเขียนลงในด้านหน้า
แห่งตั๋วแลกเงินว่า “เปลี่ยนมือไม่ได้” ดังนี้ก็ดี หรือเขียนคำอื่นอันได้ความเป็นทำนอง
เช่นเดียวกันนั้นก็ดี ท่านว่าตั๋วเงินนั้นย่อมจะโอนให้กันได้แต่โดยรูปการและด้วยผลอย่าง
การโอนสามัญ” ซึ่งมาตรา 917 นำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินและเช็คด้วย ก็หมายความว่า
ถ้าผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน ผู้สั่งจ่ายเช็ค ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ประสงค์จะให้ตั๋วเงินนั้น
มีการโอนต่อไปก็ทำได้ โดยปฏิบัติตามมาตรา 917 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายจะบัญญัติไว้
เลยว่า ต้องเขียนลงไว้ด้านหน้าตั๋วแล้วมีคำว่า “เปลี่ยนมือไม่ได้” หรือถ้าไม่มีคำว่าเปลี่ยนมือ
ไม่ได้ ก็ให้เขียนคำอื่นอันได้ความในทำนองเช่นเดียวกันนั้น
เคยมีคดีเรื่องหนึ่งขึ้นสู่ศาลฎีกาปรากฏว่า ก.ออกเช็คระบุชื่อ ข. เป็นผู้รับเงิน แล้วด้านหน้าเช็คเขียนคำว่า “เฉพาะ” ต่อมา ข. ได้รับเช็คมาแล้วซึ่งเช็คเป็นเช็คลงวันที่ล่วงหน้า ข. ก็สลักหลังและส่งมอบเช็คชำระหนี้แก่ ค. พอเช็คถึงกำหนด ค. ก็นำเช็คไปขึ้นเงิน ปรากฏว่า ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ค. จึงฟ้องผู้ลงลายมือชื่อในเช็ค ฟ้อง ก. ในฐานะ
ผู้สั่งจ่าย ฟ้อง ข. ในฐานะผู้สลักหลังเช็ค
ปรากฏว่า ผู้สั่งจ่ายกับผู้สลักหลังเช็ค ต่อสู้คดีว่าเช็คฉบับนี้เปลี่ยนมือไม่ได้
จะโอนด้วยการสลักหลังและส่งมอบไม่ได้ ค. ไม่ใช่ผู้ทรงจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็ค
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า “เฉพาะ” นั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นคำอื่นอันได้ความทำนองเช่นเดียวกันกับคำว่า “เปลี่ยนมือไม่ได้” ดังนั้น ข้อความนี้จึงไม่มีผลอย่างใดอย่างหนึ่งแก่เช็คนั้นตามมาตรา 899 เมื่อคำว่า “เฉพาะ” ไม่มีผลอย่างใดอย่างหนึ่งแก่เช็ค ดังนี้ เช็คฉบับนั้นก็
โอนได้ตามวิธีการโอนอย่างตั๋วเงิน คือ สลักหลังและส่งมอบ ดังนั้น เมื่อ ข. สลักหลังและส่งมอบเช็คให้แก่ ค. ค. จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังเช็คได้ ( ฎีกา 4975/2533 เคยออกสอบเนติแล้ว)
จะเห็นได้ว่า ข้อความที่ไปเขียนลงไว้ในตั๋วเงินนั้นจะต้องเป็นข้อความ
ที่กฎหมายลักษณะตั๋วเงินบัญญัติไว้เท่านั้น ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า เมื่อผู้สั่งจ่าย
หรือผู้ออกตั๋วเงินไม่ประสงค์จะให้มีการโอนตั๋วนั้นต่อไป จะต้องเขียนลงที่ด้านหน้าของ
ตั๋วเงิน แล้วมีคำว่า “เปลี่ยนมือไม่ได้” หรือใช้คำอื่นอันได้ความเป็นทำนองเช่นเดียวกัน
เช่น คำว่า A/C PAYEE ONLY อย่างนี้ได้
มีปัญหาว่า สมมติ ก.ออกเช็คระบุชื่อ ข.เป็นผู้รับเงิน แล้วไปเขียนด้านหลัง
เช็คว่า เปลี่ยนมือไม่ได้ ถามว่า เช็คฉบับนี้จะโอนเปลี่ยนมือได้หรือไม่ ?
ดังนี้ มาตรา 917 บัญญัติว่า ต้องเขียนลงในด้านหน้า ดังนั้น การที่ไปเขียน
ที่ด้านหลังเช็คนั้น ข้อความว่า “เปลี่ยนมือไม่ได้” จึงหาเป็นผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
แก่เช็คนั้นไม่ตามบทบัญญัติในมาตรา 899
ตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า จะเขียนอะไรในตั๋วเงิน ให้ดูเสียก่อนว่ากฎหมายลักษณะตั๋วเงินอนุญาตให้เขียนหรือไม่ และเวลาเขียนจะต้องทำอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน
มีอีกตัวอย่างเคยออกข้อสอบไปแล้ว เป็นเรื่องที่ผู้สั่งจ่ายเช็ดไม่ลงวันที่ แต่ว่าในช่อง
วันที่ในเช็คนั้นเขาเอาปากกาสีดำขีดเส้นใต้ไว้ ต่อมาผู้ทรงเช็คก็ไปเติมวันที่เอง ซึ่งตาม
กฎหมายแล้วผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิเติมวันที่ได้เองตามมาตรา 910 วรรคท้าย
ผู้ทรงเติมวันที่แล้วก็นำไปขึ้นเงิน ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้ทรงจึงฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ชำระเงิน
ผู้สั่งจ่ายต่อสู้ว่า การที่ตนขีดเช็คเส้นสีดำในช่องวันที่แสดงว่าไม่ประสงค์จะให้ลงวันที่ในเช็คได้เอง เช็คพิพาทจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการกระทำดังกล่าวที่ไปขีดเส้นสีดำไว้ในช่องวันที่นั้น ไม่มี
บทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจว่ากระทำได้ ข้อความดังกล่าว จึงหาเป็นผลอย่างใด
อย่างหนึ่งแก่เช็คนั้นไม่ ตามมาตรา 899 จึงถือว่าผู้สั่งจ่ายออกเช็คโดยไม่ลงวันที่ไว้
ผู้ทรงจึงสามารถลงวันที่ได้เอง ตามมาตรา 910 วรรคท้าย เพราะฉะนั้น คำว่า “ข้อความ” ศาลฎีกาก็แปลความกว้าง การขีดเส้นใต้ก็ถือว่า เป็นข้อความอย่างหนึ่ง
สำหรับมาตรา 899 ที่ได้กล่าวมาก็เป็นมาตราที่สำคัญมาตราหนึ่ง และเป็นหลักของตั๋วเงินที่แตกต่างกับสัญญาชนิดอื่น
มีคำพิพากษาฎีกาปี 2547 ที่น่าในใจอยู่เรื่องหนึ่ง ***
แต่ก่อนอื่นต้องจำหลักในเบื้องต้นให้แม่นเสียก่อนว่า ตั๋วเงินนั้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
คือ
1. ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน ซึ่งจะมีในตั๋วเงินทั้ง 3 ประเภท (ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญา
ใช้เงิน , เช็ค)
2. ตั๋วชนิดผู้ถือ ซึ่งจะมีในตั๋วแลกเงินกับเช็คเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดผู้ถือนั้น ไม่มี
เหตุที่ต้องแยกตั๋วเงินเป็น 2 ชนิด เพราะว่าตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับตั๋วเงินทั้ง 2 ชนิด
จะมีข้อแตกต่างกัน
ลักษณะที่สำคัญของตั๋วเงินที่แตกต่างจากสัญญาประเภทอื่น ๆ ซึ่งข้อแตกต่าง
ในประการแรกนั้นกฎหมายจะบัญญัติไว้ในมาตรา 899 ก็คือ ข้อความที่เขียนลง
ในตั๋วเงินได้จะต้องเป็นข้อความที่บัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเท่านั้น !
ก็สามารถกระทำได้โดยวิธีง่าย ๆ อาจจะสลักหลังและส่งมอบ หรือ เพียงแต่ส่งมอบเฉย ๆ
ถ้าหากว่าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ ดังนั้น เมื่อตั๋วเงินเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้ กฎหมายจึงไม่ประสงค์ที่จะให้คู่สัญญาในตั๋วเงินนั้น เขียนข้อความผูกพันใด ๆ แล้วให้มีผลในตั๋วเงิน
เพราะไม่เช่นนั้นแล้วตั๋วเงินจะไม่ได้รับความนิยมใช้กัน อันนี้ก็เป็นลักษณะสำคัญของ
ตั๋วเงิน
ดังนั้น ให้จำไว้ในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ในเรื่องตั๋วเงินนั้นจะเขียนอะไรลงในตั๋วเงิน
เปิดดูกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเสียก่อนว่า เรื่องที่เขียนลงไปนั้นมีกฎหมายอนุญาตให้เขียนลงในตั๋วเงินได้หรือไม่ ถ้าไม่มี แล้วเขียนลงไป ผลก็จะเป็นไปตามมาตรา 899 ก็คือ
ข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่ ตั๋วเงินไม่เสีย แต่ถือว่าข้อความนั้นไม่มีอยู่
|