หัวข้อ : ตั๋วเงิน ความหมาย
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







ตั๋วเงิน

 

            มาตรา  898   อันตั๋วเงินตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้มีสามประเภท ๆ หนึ่ง  คือ  ตั๋วแลกเงิน  ประเภทหนึ่ง  คือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน  ประเภทหนึ่ง  คือ  เช็ค

            ตั๋วแลกเงิน

            มาตรา  908  อันว่าตั๋วแลกเงินนั้น  คือ  หนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่ง  เรียกว่า

ผู้สั่งจ่าย  สั่งบุคคลอีกคนหนึ่ง  เรียกว่าผู้จ่าย  ให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่บุคคลคนหนึ่ง  หรือ

ให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลคนหนึ่งซึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน

            มาตรา  909  อันตั๋วแลกเงินนั้น  ต้องมีรายการดังกล่าวต่อไปนี้  คือ

            (6)  ชื่อ  หรือยี่ห้อผู้รับเงิน  หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ

          ตั๋วสัญญาใช้เงิน

            มาตรา  982  อันว่าตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น  คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า

ผู้ออกตั๋ว  ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่ง  ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง  หรือใช้ให้ตาม

คำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง  เรียกว่าผู้รับเงิน

            มาตรา  983  ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น  ต้องมีรายการดังจะกล่าวต่อไปนี้  คือ

            (5)  ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน  (แค่นี้)

            จะเห็นได้ว่ากฎหมายในมาตรา  983  ไม่มีคำว่า  หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่

ผู้ถือ

            ดังนั้น  จะเห็นได้ชัดเจนว่า  ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นมีเพียงประเภทเดียว  คือ 

ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน

            จุดนี้  ดูแล้วเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เราต้องจำไว้ให้แม่นเสียแต่ต้น  มิเช่นนั้น  เมื่อเราไปวินิจฉัยปัญหาจะวินิจฉัยผิดพลาดหมด  เพราะว่า  ตั๋วเงินทั้งสองชนิดนี้  มีบทบัญญัติในกฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แตกต่างกัน   ดังนั้น  ในเบื้องต้นให้เราจำได้อย่างนี้ก่อน

           

            มีอีกจุดหนึ่ง  ถ้าสังเกตให้ดีบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับตั๋วชนิดผู้ถือ  ในมาตรา918  มาตรา  921  ในเรื่องตั๋วแลกเงิน  สองมาตรานี้ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับตั๋วชนิดผู้ถือ  เรานำไปใช้กับเรื่องเช็คด้วยตามบทบัญญัติ  มาตรา  989  ในเรื่องเช็ค

 

 

 

           

แต่ถ้าเราไปดูบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน  ในมาตรา 985 จะไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา  918  กับมาตรา  921  ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับตั๋วชนิดผู้ถือไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย เพราะว่าตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดผู้ถือนั้นไม่มี เมื่อไม่มีแล้วบทบัญญัติเกี่ยวกับตั๋วชนิดผู้ถือในมาตรา 918  กับ 921 จึงไม่นำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน

            สรุป  ตั๋วเงินแบ่งออกเป็น  2  ชนิด  คือ

            1.  ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  จะมีในตั๋วเงินทั้ง  3  ประเภท

            2.  ตั๋วชนิดผู้ถือ  จะมีเฉพาะตั๋วแลกเงินและเช็คเท่านั้น

            ปัญหามีว่า  ที่แบ่งตั๋วเงินออกเป็น  2  ชนิด  คือ  ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  กับ  ตั๋วชนิด

ผู้ถือนั้น  ผลในทางกฎหมายเกี่ยวกับตั๋วทั้งสองชนิดนั้น  แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

            ข้อแตกต่างระหว่างตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงินกับตั๋วชนิดผู้ถือมีข้อแตกต่างที่สำคัญในทาง

กฎหมายอยู่  2  ประการ

            ประเภทแรก  คือ  ต่างกันด้วยวิธีการโอน

            ให้จำหลักไว้ก่อนว่า  ตั๋วเงินเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้

            -  ถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  การโอนตั๋วชนิดนี้  โอนให้กันได้ด้วยสลักหลังและ

ส่งมอบ  ตามมาตรา  917  และ  มาตรา  919  ซึ่งอยู่ในบทบัญญัติของเรื่องตั๋วแลกเงิน  แต่ว่า

นำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน  และเช็คด้วย  ตามมาตรา  985  และ  989

            -  ถ้าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ  ซึ่งจะมีเฉพาะในตั๋วแลกเงินและเช็คเท่านั้น  เวลาโอนตั๋วนั้น

จะต้องปฏิบัติตามมาตรา  918  ที่บัญญัติว่า  ตั๋วแลกเงินอันส่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้น  ท่านว่า

ย่อมโอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้กัน  ไม่จำเป็นต้องไปสลักหลัง

 

            ข้อแตกต่างประการที่สอง   แตกต่างด้วย  ความเป็นผู้ทรง

           

            ผู้ทรง  คือ  ผู้ที่มีสิทธิที่จะได้รับเงินตามตั๋วนั่นเอง  ซึ่งในเรื่องตั๋วเงินนั้น  ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ในตั๋วเงิน  ภาษากฎหมาย  เรียกกันว่า  ผู้ทรง

            -  ถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  บุคคลใดก็ตามที่มีชื่อระบุในตั๋วว่า  เป็นผู้รับเงิน

แล้วมีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง  บุคคลนั้นก็อยู่ในฐานะเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับเงิน

 

            ถ้าหากว่าเป็นผู้ที่ได้รับโอนตั๋วเงินฉบับนั้นมาก็คือ  ผู้ทรงในฐานะเป็นผู้รับสลักหลัง

กฎหมายจะวางหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา  904 

 

ที่บัญญัติว่า  อันผู้ทรงนั้น  หมายความว่าบุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง  โดยฐานเป็นผู้รับเงิน  หรือเป็นผู้รับสลักหลัง  ถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ๆ ก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน  และ

มาตรา  905  ที่บัญญัติว่า  ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา  1008  บุคคลผู้ได้

ตั๋วเงินไว้ในครอบครอง  ถ้าแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย  แม้ถึงว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักหลังลอยก็ตาม  ท่านให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย…” 

ก็หมายความว่า  ถ้าเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับสลักหลัง  ซึ่งตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  นอกจากจะต้องมีตั๋วเงินไว้ในครอบครองแล้ว  จะต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่าได้ตั๋วนั้นมาโดยมีการสลักหลัง ติดต่อกันมาไม่ขาดสายตามมาตรา  904  และมาตรา  905

            สรุปว่า  ถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  ความเป็นผู้ทรงจะอยู่ในบังคับของมาตรา

904  และมาตรา  905 

            -  ถ้าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ ความเป็นผู้ทรงก็จะอยู่ในบังคับของมาตรา  904  คือ บุคคลใด  ก็ตาม ที่ครอบครองตั๋วเงินไว้  บุคคลนั้นก็อยู่ในฐานะเป็นผู้ทรงตามมาตรา  904

            เพราะฉะนั้น  ก็สรุปเบื้องต้นก่อนว่า  ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  และตั๋วชนิดผู้ถือ  ก็จะ

มีข้อที่แตกต่างกันใหญ่ ๆ อยู่  2  ประการ  ดังกล่าวมาข้างต้น  คือ 

1.      ต่างกันด้วยวิธีการโอน

2.      ต่างกันด้วยความเป็นผู้ทรง

เมื่อทราบแล้วว่าตั๋วเงินมี  2  ชนิด  คือ  ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  กับ  ตั๋วชนิดผู้ถือ

ซึ่งตั๋วทั้ง  2  ชนิดนั้นมีข้อแตกต่างในทางกฎหมายอย่างไร  ลำดับต่อไป  ก็มาดูลักษณะที่

สำคัญของตั๋วเงินเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาอื่น  คือตั๋วเงินนั้นมีข้อแตกต่างจากเอกเทศสัญญาหรือสัญญาทั่ว ๆ ไป  ที่เป็นลักษณะพิเศษของตั๋วเงิน  ซึ่งแบ่งได้เป็น  3  หัวข้อ  ดังนี้

            1.  ข้อแตกต่างประการที่หนึ่ง  คือ  ข้อความที่เขียนลงในตั๋วเงินได้  จะต้องเป็นข้อความที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเท่านั้น  อันนี้เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญประการแรกเลยที่ไม่เหมือนกับเอกเทศสัญญาหรือสัญญาประเภทอื่น ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  899  บัญญัติว่า  ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะนี้  ถ้าเขียนลงในตั๋วเงินท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่

            แล้วต่างกันอย่างไร  ก็คือ

           

ถ้าเป็นเอกเทศสัญญา  หรือสัญญาอื่น  คู่สัญญาจะตกลงกันอย่างไรก็ได้  ถ้าหากว่าข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย  ไม่เป็นการพ้นวิสัย  ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามหลักในเรื่องของนิติกรรมและสัญญา  มาตรา  150  ที่บัญญัติว่า  การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย  เป็นการพ้นวิสัย  หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  การนั้นเป็นโมฆะ   ก็คือถ้าเป็นสัญญาทั่วไปนั้น 

คู่สัญญาจะตกลงกันอย่างไร  ใครได้เปรียบ - เสียเปรียบกันอย่างไร  เป็นเรื่องที่คู่สัญญาต้องระมัดระวังผลประโยชน์ของตนเอง  แม้กระทั่งกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างหนึ่ง  ก็ยังอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้  ถึงแม้ข้อตกลงนั้นจะผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย  ถ้าไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  ดังนี้  คู่สัญญาตกลงกันก็ได้  ตกลงกันได้เหมือนดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็ได้  ตามมาตรา  151  ที่บัญญัติว่า การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย  ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชาชนการนั้นไม่เป็นโมฆะ

            ตัวอย่าง

            เรื่องเช่าทรัพย์   กรณีที่ผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าถ้าหากว่า  กำหนดระยะเวลาค่าเช่านั้น

ตกลงชำระกันเป็นรายเดือน  หรือว่าอาจจะมีระยะเวลาชำระค่าเช่ากว่ารายเดือนขึ้นไป

ให้ดูมาตรา  560  กฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า  ถ้าผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าเพราะเหตุ

ผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าจะต้องบอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชำระค่าเช่าภายในเวลาใด

ซึ่งพึงกำหนดอย่าให้น้อยกว่า  15  วัน  ตามมาตรา  560  .สอง  เพราะฉะนั้น  ถ้าหากว่า

ผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนดผู้ให้เช่าจะไปเลิกสัญญาเช่าทันทีไม่ได้  ต้องเตือนก่อน

บอกกล่าวให้เขานำค่าเช่ามาชำระโดยให้เวลาเขาไม่น้อยกว่า  15  วัน  อันนี้  กฎหมาย

บัญญัติไว้ดังนี้  แต่มาตรา  560  นั้น  ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

เพราะฉะนั้น  ผู้เช่ากับผู้ให้เช่าสามารถจะตกลงเป็นอย่างอื่นได้  เช่น  เขียนไว้ในสัญญา

เช่าว่า  ถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าให้สัญญาเช่าเลิกกันทันที  อย่างนี้  คู่สัญญาตกลงกันได้

ถึงแม้จะผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติมาตรา  560  แต่มาตรานี้ไม่เกี่ยวกับ

ความสงบเรียบร้อยของประชาชน  ในมาตรา 151 บัญญัติว่าตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้  ซึ่งศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้แล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่  192/2521

 

 

ตัวอย่าง

          เรื่องฟ้องบังคับจำนอง

          สมมติว่า  มีการกู้ยืมเงินกันสองล้านบาท  ผู้กู้นำที่ดินมาจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้

ต่อมาผู้กู้ไม่ชะระหนี้ผู้ให้กู้ก็ฟ้องบังคับจำนอง  ยึดที่ดินออกขายทอดตลาด  ได้เงิน  1  ล้าน

ห้าแสนบาท  อย่างนี้ผู้กู้ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่ค้างอีกห้าแสนบาท  ตามมาตรา  733  ที่บัญญัติว่า  ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุดและราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ

กันอยู่ก็ดี  หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้  ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี  เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด  ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น  แต่มาตรานี้ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน  เพราะฉะนั้น  สามารถตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ว่า  ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดแล้ว  ได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้  ผู้จำนองยอมรับผิดชดใช้ในเงินที่ยังขาดอยู่ต่อ  ดังนี้  เป็นการตกลงที่แตกต่างจากบทบัญญัติของมาตรา  733  แต่ข้อตกลงเช่นนี้มีผลบังคับใช้ได้

            เพราะฉะนั้น  ถ้าหากเป็นสัญญาทั่วไปนั้น  จะตกลงกันอย่างใดก็ได้  ตกลงให้ผิด

จากกฎหมายก็ได้  เขียนสัญญากันอย่างไรก็ได้ 

แต่ตั๋วเงินนั้นไม่ได้  ซึ่งตั๋วเงินนั้นจะเขียนอะไรลงในตั๋วเงินต้องดูบทบัญญัติของกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเสียก่อนว่า  เรื่องที่จะเขียนลงไปนั้นกฎหมายลักษณะตั๋วเงินบัญญัติให้เขียนลงไปได้หรือไม่  อันนี้เป็นลักษณะพิเศษเลยหาใช่ว่าจะไปเขียนอะไรลงไปในตั๋วเงินอย่างไรก็ได้  ไม่ได้เลยจะเขียนอะไรลงไปในตั๋วเงินต้องดูกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเสียก่อนว่ากฎหมายอนุญาตหรือไม่ ?

           

ตัวอย่าง

            การคิดดอกเบี้ย  ดูมาตรา  911  เรื่องตั๋วแลกเงิน

            มาตรา  911  ผู้สั่งจ่ายจะเขียนข้อความกำหนดลงไว้ว่าจำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้น

ให้คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้  และในกรณีเช่นนั้น   ถ้ามิได้กล่าวลงไว้เป็นอย่างอื่น  ท่านว่าดอกเบี้ยย่อมคิดแต่วันที่ลงในตั๋วเงิน

 

            เพราะฉะนั้น  ในเรื่องตั๋วแลกเงิน  กฎหมายอนุญาตให้มีการเขียนข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ยลงในตั๋วแลกเงินได้  ตัวอย่าง           ออกตั๋วแลกเงินสั่ง    ให้จ่ายเงินจำนวน  1  ล้านบาท  ให้แก่  ค ในวันที่  1  ธันวาคม  2548 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ  15  ต่อปี 

 

           

มาตรา  911  นำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยโดยผลของมาตรา  985  ที่บัญญัติให้

นำมาตรา  911  ไปใช้ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย ดังนั้น  ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินก็เช่นกัน  สามารถเขียนข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยลงในตั๋วได้  เช่น  .  ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน  สัญญาจะใช้เงินแก่  .  ในวันที่  1  ..  2548  จำนวน  1  ล้านบาท  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ  15  ต่อปี

          แต่  !  ถ้าไปดูเรื่องเช็ค  ตามมาตรา  989  แล้ว  ไม่มีบทบัญญัติให้เขียน

ข้อความเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยลงในเช็คได้  ดังนั้น  ถ้า  .  ออกเช็คสั่งธนาคารให้จ่ายเงินแก่  .  ลงวันที่  1  ..  2548  จะไปเขียนว่าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ  15  ต่อปี  อย่างนี้  เขียนไม่ได้โดยผลของมาตรา  899  ในเรื่องเช็คนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คู่สัญญาเขียนข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยลงในเช็ค  เพราะฉะนั้น  ถ้าเขียนไปก็ไม่มีผล  ข้อความเรื่องดอกเบี้ยไม่มีผล  ถือว่าไม่มีข้อความเรื่องดอกเบี้ยอยู่ในเช็ค  ธนาคารก็จ่ายเงินตามจำนวนเฉพาะจำนวนเงินตามเช็ค  ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย

ตัวอย่าง

          การขีดคร่อม  มีแต่เฉพาะในเรื่องเช็คเท่านั้น  เพราะฉะนั้น  ในเรื่องตั๋วแลกเงิน

กับ  ตั๋วสัญญาใช้เงินจะไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการขีดคร่อม

            การขีดคร่อม  คืออะไร  ?  กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา  994  ถ้าในเช็คมีเส้นขนานคู่

ขีดขวางไว้ข้างด้านหน้า…”  ส่วนใหญ่มักเป็นทางด้านมุมซ้ายมือ  การขีดคร่อมเช็คก็จะมีผลว่าตัวผู้ทรงเช็คจะนำเช็คไปยื่นกับธนาคารแล้วธนาคารจะจ่ายเงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คโดยตรงไม่ได้  ธนาคารตามเช็คจะต้องจ่ายเงินตามเช็คโดยผ่านบัญชีธนาคารด้วยกันเท่านั้น

            บทบัญญัติในเรื่องการขีดคร่อมจะมีเฉพาะในเรื่องเช็คเท่านั้น  ถ้าเป็นตั๋วแลกเงิน  หรือ

ตั๋วสัญญาใช้เงินจะไม่มีบทบัญญัติในเรื่องการขีดคร่อม  ดังนั้น  ถ้าผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน

หรือว่าผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน  แล้วไปขีดเส้นคู่ขนานไว้ข้างด้านหน้าตั๋ว  ผลก็จะเป็นไป

ตามมาตรา  899  คือ  ข้อความอันนั้นหาเป็นผลแก่ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินไม่

ผู้จ่ายก็สามารถจ่ายเงินตามตั๋วเป็นเงินสดได้

ตัวอย่าง

          ได้กล่าวมาแล้วว่า  ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะมีแต่เฉพาะตั๋วชนิดระบุชื่อเท่านั้น

            สมมติ  . ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน  สัญญาจะใช้เงินแก่  .  ในวันที่  1  .. 48

จำนวน  1  ล้านบาท  แล้วไปเขียนคำว่า  หรือผู้ถือ 

 

ถามว่า  จะมีผลอย่างไรแก่ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นหรือไม่  ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนี้จะโอนแบบตั๋วชนิดผู้ถือโดยวิธีส่งมอบได้หรือไม่  อย่างนี้  ไม่ได้  ข้อความคำว่า หรือผู้ถือ  ก็หามีผลอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ตั๋วสัญญาใช้เงินไม่  เพราะฉะนั้นถือเสมือนว่า  ข้อความคำว่า  หรือผู้ถือ  นั้นไม่มีอยู่

ตัวอย่าง

            ปกติแล้วตั๋วแลกเงิน  ตั๋วสัญญาใช้เงิน  เช็คเป็นตราสารที่สามารถโอนเปลี่ยนมือได้

            -  ถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  โอนด้วยการสลักหลังและส่งมอบ

            -  ถ้าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ  โอนด้วยการส่งมอบเฉย ๆ

            ถ้าหากว่าผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน  ผู้สั่งจ่ายเช็ค  หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ประสงค์

จะให้ตั๋วเงินนั้นมีการโอนต่อไปด้วยวิธีการโอนอย่างตั๋วเงิน  ก็สามารถทำได้   โดยกฎหมาย

จะบัญญัติไว้ในมาตรา  917  วรรคสอง  ที่บัญญัติว่า  เมื่อผู้สั่งจ่ายเขียนลงในด้านหน้า

แห่งตั๋วแลกเงินว่า  เปลี่ยนมือไม่ได้  ดังนี้ก็ดี  หรือเขียนคำอื่นอันได้ความเป็นทำนอง

เช่นเดียวกันนั้นก็ดี  ท่านว่าตั๋วเงินนั้นย่อมจะโอนให้กันได้แต่โดยรูปการและด้วยผลอย่าง

การโอนสามัญ  ซึ่งมาตรา  917  นำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินและเช็คด้วย  ก็หมายความว่า

ถ้าผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน  ผู้สั่งจ่ายเช็ค  ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน  ไม่ประสงค์จะให้ตั๋วเงินนั้น

มีการโอนต่อไปก็ทำได้  โดยปฏิบัติตามมาตรา  917  วรรคสอง  ซึ่งกฎหมายจะบัญญัติไว้

เลยว่า  ต้องเขียนลงไว้ด้านหน้าตั๋วแล้วมีคำว่า เปลี่ยนมือไม่ได้  หรือถ้าไม่มีคำว่าเปลี่ยนมือ

ไม่ได้    ก็ให้เขียนคำอื่นอันได้ความในทำนองเช่นเดียวกันนั้น

เคยมีคดีเรื่องหนึ่งขึ้นสู่ศาลฎีกาปรากฏว่า  .ออกเช็คระบุชื่อ  .  เป็นผู้รับเงิน  แล้วด้านหน้าเช็คเขียนคำว่า เฉพาะ  ต่อมา  . ได้รับเช็คมาแล้วซึ่งเช็คเป็นเช็คลงวันที่ล่วงหน้า ข.  ก็สลักหลังและส่งมอบเช็คชำระหนี้แก่  .  พอเช็คถึงกำหนด  . ก็นำเช็คไปขึ้นเงิน  ปรากฏว่า ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน  .  จึงฟ้องผู้ลงลายมือชื่อในเช็ค  ฟ้อง  .  ในฐานะ

ผู้สั่งจ่าย   ฟ้อง ข.  ในฐานะผู้สลักหลังเช็ค  

ปรากฏว่า  ผู้สั่งจ่ายกับผู้สลักหลังเช็ค  ต่อสู้คดีว่าเช็คฉบับนี้เปลี่ยนมือไม่ได้ 

จะโอนด้วยการสลักหลังและส่งมอบไม่ได้   . ไม่ใช่ผู้ทรงจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็ค

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า   คำว่า เฉพาะ  นั้น  ถือไม่ได้ว่าเป็นคำอื่นอันได้ความทำนองเช่นเดียวกันกับคำว่า  เปลี่ยนมือไม่ได้  ดังนั้น  ข้อความนี้จึงไม่มีผลอย่างใดอย่างหนึ่งแก่เช็คนั้นตามมาตรา  899  เมื่อคำว่า  เฉพาะ  ไม่มีผลอย่างใดอย่างหนึ่งแก่เช็ค  ดังนี้  เช็คฉบับนั้นก็

 

โอนได้ตามวิธีการโอนอย่างตั๋วเงิน  คือ  สลักหลังและส่งมอบ  ดังนั้น  เมื่อ  . สลักหลังและส่งมอบเช็คให้แก่  .  . จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังเช็คได้  ( ฎีกา 4975/2533  เคยออกสอบเนติแล้ว)

            จะเห็นได้ว่า  ข้อความที่ไปเขียนลงไว้ในตั๋วเงินนั้นจะต้องเป็นข้อความ

ที่กฎหมายลักษณะตั๋วเงินบัญญัติไว้เท่านั้น  ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า  เมื่อผู้สั่งจ่าย

หรือผู้ออกตั๋วเงินไม่ประสงค์จะให้มีการโอนตั๋วนั้นต่อไป  จะต้องเขียนลงที่ด้านหน้าของ

ตั๋วเงิน  แล้วมีคำว่า  เปลี่ยนมือไม่ได้  หรือใช้คำอื่นอันได้ความเป็นทำนองเช่นเดียวกัน

เช่น  คำว่า  A/C  PAYEE  ONLY  อย่างนี้ได้

            มีปัญหาว่า  สมมติ  .ออกเช็คระบุชื่อ ข.เป็นผู้รับเงิน  แล้วไปเขียนด้านหลัง

เช็คว่า  เปลี่ยนมือไม่ได้  ถามว่า  เช็คฉบับนี้จะโอนเปลี่ยนมือได้หรือไม่  ?

            ดังนี้   มาตรา  917  บัญญัติว่า  ต้องเขียนลงในด้านหน้า  ดังนั้น  การที่ไปเขียน

ที่ด้านหลังเช็คนั้น  ข้อความว่า  เปลี่ยนมือไม่ได้  จึงหาเป็นผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

แก่เช็คนั้นไม่ตามบทบัญญัติในมาตรา  899

          ตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า  จะเขียนอะไรในตั๋วเงิน  ให้ดูเสียก่อนว่ากฎหมายลักษณะตั๋วเงินอนุญาตให้เขียนหรือไม่  และเวลาเขียนจะต้องทำอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน

            มีอีกตัวอย่างเคยออกข้อสอบไปแล้ว เป็นเรื่องที่ผู้สั่งจ่ายเช็ดไม่ลงวันที่  แต่ว่าในช่อง

วันที่ในเช็คนั้นเขาเอาปากกาสีดำขีดเส้นใต้ไว้  ต่อมาผู้ทรงเช็คก็ไปเติมวันที่เอง  ซึ่งตาม

กฎหมายแล้วผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิเติมวันที่ได้เองตามมาตรา  910  วรรคท้าย

ผู้ทรงเติมวันที่แล้วก็นำไปขึ้นเงิน  ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน  ผู้ทรงจึงฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ชำระเงิน

            ผู้สั่งจ่ายต่อสู้ว่า  การที่ตนขีดเช็คเส้นสีดำในช่องวันที่แสดงว่าไม่ประสงค์จะให้ลงวันที่ในเช็คได้เอง  เช็คพิพาทจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  เมื่อการกระทำดังกล่าวที่ไปขีดเส้นสีดำไว้ในช่องวันที่นั้น  ไม่มี

บทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจว่ากระทำได้  ข้อความดังกล่าว  จึงหาเป็นผลอย่างใด

อย่างหนึ่งแก่เช็คนั้นไม่  ตามมาตรา  899  จึงถือว่าผู้สั่งจ่ายออกเช็คโดยไม่ลงวันที่ไว้

ผู้ทรงจึงสามารถลงวันที่ได้เอง  ตามมาตรา  910  วรรคท้าย  เพราะฉะนั้น  คำว่า  ข้อความ  ศาลฎีกาก็แปลความกว้าง  การขีดเส้นใต้ก็ถือว่า  เป็นข้อความอย่างหนึ่ง

 

            สำหรับมาตรา  899  ที่ได้กล่าวมาก็เป็นมาตราที่สำคัญมาตราหนึ่ง  และเป็นหลักของตั๋วเงินที่แตกต่างกับสัญญาชนิดอื่น 

 มีคำพิพากษาฎีกาปี  2547  ที่น่าในใจอยู่เรื่องหนึ่ง   ***

                       

            แต่ก่อนอื่นต้องจำหลักในเบื้องต้นให้แม่นเสียก่อนว่า  ตั๋วเงินนั้นแบ่งออกเป็น  2  ชนิด

คือ

            1.  ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  ซึ่งจะมีในตั๋วเงินทั้ง  3  ประเภท  (ตั๋วแลกเงิน  ตั๋วสัญญา

ใช้เงิน , เช็ค)

            2.  ตั๋วชนิดผู้ถือ  ซึ่งจะมีในตั๋วแลกเงินกับเช็คเท่านั้น

            เพราะฉะนั้น   ตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดผู้ถือนั้น  ไม่มี

            เหตุที่ต้องแยกตั๋วเงินเป็น  2  ชนิด  เพราะว่าตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับตั๋วเงินทั้ง 2 ชนิด

จะมีข้อแตกต่างกัน

            ลักษณะที่สำคัญของตั๋วเงินที่แตกต่างจากสัญญาประเภทอื่น ๆ ซึ่งข้อแตกต่าง

ในประการแรกนั้นกฎหมายจะบัญญัติไว้ในมาตรา  899  ก็คือ  ข้อความที่เขียนลง

ในตั๋วเงินได้จะต้องเป็นข้อความที่บัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเท่านั้น !

เหตุผลก็เพราะว่าตั๋วเงินเป็นตราสารที่โอนเปลี่ยนมือได้  แล้วการโอนเปลี่ยนมือนั้น

ก็สามารถกระทำได้โดยวิธีง่าย ๆ อาจจะสลักหลังและส่งมอบ  หรือ  เพียงแต่ส่งมอบเฉย

ถ้าหากว่าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ  ดังนั้น  เมื่อตั๋วเงินเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้  กฎหมายจึงไม่ประสงค์ที่จะให้คู่สัญญาในตั๋วเงินนั้น  เขียนข้อความผูกพันใด ๆ แล้วให้มีผลในตั๋วเงิน

เพราะไม่เช่นนั้นแล้วตั๋วเงินจะไม่ได้รับความนิยมใช้กัน  อันนี้ก็เป็นลักษณะสำคัญของ

ตั๋วเงิน

ดังนั้น  ให้จำไว้ในเบื้องต้นเสียก่อนว่า  ในเรื่องตั๋วเงินนั้นจะเขียนอะไรลงในตั๋วเงิน

เปิดดูกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเสียก่อนว่า  เรื่องที่เขียนลงไปนั้นมีกฎหมายอนุญาตให้เขียนลงในตั๋วเงินได้หรือไม่  ถ้าไม่มี  แล้วเขียนลงไป  ผลก็จะเป็นไปตามมาตรา  899  ก็คือ 

ข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่  ตั๋วเงินไม่เสีย  แต่ถือว่าข้อความนั้นไม่มีอยู่

ตัวอย่างสุดท้ายในเรื่องนี้  

** คำพิพากษาฎีกาที่  4714/2547  (น่าสนใจ)***

            จำเลยที่  1  ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน  สัญญาจะใช้เงินตามตั๋วให้แก่จำเลยที่  2

 

            (ให้เราสังเกตในเบื้องต้นก่อนว่า 

            -  ตั๋วแลกเงิน  กับ  เช็ค  เราจะใช้คำว่า  ผู้สั่งจ่าย

            -  ตั๋วสัญญาใช้เงิน  เราจะใช้คำว่า ผู้ออกตั๋ว  เพราะว่า  ตั๋วสัญญาใช้เงินจะมี

คู่สัญญาเพียง  2  ฝ่าย  ก็คือ  ผู้ออกตั๋ว  กับ  ผู้รับเงิน)

            คดีเรื่องนี้ปรากฏว่า  จำเลยที่  1  เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินระบุชื่อจำเลยที่  2

โอนตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนี้ให้แก่จำเลยที่  3  โอนโดยการสลักหลังและส่งมอบ   ตอนที่

จำเลยที่  2  สลักหลังนั้น  ไปเขียนข้อความไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินว่า  ห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ย

แก่ข้าพเจ้า  เมื่อจำเลยที่  3  ได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินมาแล้ว  ก็โอนโดยสลักหลังและ

ส่งมอบตั๋วให้แก่โจทก์  ซึ่งเป็นผู้ทรงคดีนี้  พอตั๋วถึงกำหนด  ปรากฏว่า  จำเลยที่  1

ผู้ออกตั๋วก็ไม่ใช้เงินตามตั๋ว  ปกติแล้วโจทก์ในฐานะผู้ทรง  ก็สามารถฟ้องร้องบุคคล

ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน  ได้แก่  จำเลยที่  1  ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ออกตั๋ว  จำเลยที่ 2

และที่  3  ในฐานะผู้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงิน

            ปัญหามีว่า  จำเลยที่  2  ต่อสู้ในปัญหาข้อกฎหมายข้อหนึ่งว่าตอนจำเลยที่  2

โอนตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่จำเลยที่  3  นั้น  จำเลยที่  2  ได้เขียนข้อความไว้ตอนที่มีการโอน

ตั๋วสัญญาใช้เงินว่า  ห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ข้าพเจ้า  เพราะฉะนั้นจำเลยที่  2  ไม่ต้องรับผิด

            ดังนี้  ข้อต่อสู้ของจำเลยที่  2  ฟังขึ้นหรือไม่ ?

            เห็นว่า  ปพพ.  มาตรา  915  บัญญัติว่า  ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินและผู้สลักหลังคนใด ๆ

ก็ดี  จะจดข้อกำหนดซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ลงไว้ชัดแจ้งในตั๋วนั้นก็ได้  คือ

            (1)  ข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของตนเอง  ต่อผู้ทรงตั๋วเงิน

            ซึ่งบทบัญญัติมาตรา  915  เป็นบทบัญญัติในเรื่องตั๋วแลกเงิน  กฎหมายบัญญัติไว้เลยว่าตั๋วแลกเงินนั้นผู้สั่งจ่ายก็ดี  ผู้สลักหลังก็ดี  สามารถที่จะจดข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของตนเองต่อผู้ทรงตั๋วเงินได้  แล้วมาตรา  989  บัญญัติให้นำมาตรา  915  ในเรื่องตั๋วแลกเงินนี้ไปใช้กับเรื่องเช็คด้วย  กล่าวโดยสรุปในเรื่องตั๋วแลกเงินกับเรื่องเช็ค  ผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังสามารถที่จะเขียนข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดชอบของตนเองต่อ

ผู้ทรงตั๋วเงินได้

          แต่ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน  ปพพ.  มาตรา  985 ไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา 915  ไปใช้กับเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย  เพราะฉะนั้น  ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นผู้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินจะไปเขียนข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของตนเองต่อผู้ทรงตั๋วเงินไม่ได้

 

          ในเรื่องตั๋วเงินนั้นจะเขียนข้อความอะไรลงในตั๋วเงิน  เปิดกฎหมายดูก่อนว่า  มีกฎหมายอนุญาตให้เขียนลงไว้หรือไม่    ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินหรือเช็คกฎหมายอนุญาตให้เขียนลงได้  แต่ถ้าเป็นเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน  ไม่มีกฎหมายมาตราใดบัญญัติว่า ผู้สลักหลังสามารถจะเขียนข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของตนเองต่อผู้ทรงตั๋วเงิน  เพราะฉะนั้น  ในเรื่องของตั๋วสัญญาใช้เงิน  ตัวผู้สลักหลังตั๋วจะไปเขียนข้อความว่า  ไล่เบี้ยจากข้าพเจ้าไม่ได้  หาได้ไม่  เมื่อเขียนลงไปจะมีผลอย่างไร   ก็ปรับด้วยมาตรา  899 ที่บัญญัติว่า ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะนี้  ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน  ท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็น

ผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่

          ดังนั้น  การที่ผู้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินไปสลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงิน  และมีข้อความว่า ห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง  ข้อความดังกล่าวจึงหามีผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่  ถือว่าข้อความอันนี้ไม่มีอยู่  เพราะฉะนั้น  เมื่อถือว่าข้อความนี้ไม่มีอยู่  จำเลยที่  2  ผู้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นตาม  ปพพ.  มาตรา 900 วรรคหนึ่ง   ที่บัญญัติว่า  บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนเองในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น…”

          ฎีกาที่  4714/2547   ศาลฎีกา  วินิจฉัย  ดังนี้

            ปพพ.  มาตรา  915  นั้นบัญญัติไว้ในเรื่องตั๋วแลกเงิน  ไม่ได้บัญญัติไว้ในบทเบ็ดเสร็จ

ทั่วไปเช่นเดียวกับมาตรา  899  และในมาตรา  985  ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องตั๋วสัญญา

ใช้เงินนั้น  ก็ไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา  915  ของบทบัญญัติตั๋วแลกเงินมาใช้กับตั๋วสัญญา

ใช้เงินด้วย  ดังนั้น  การที่จำเลยที่  2  ผู้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินและมีข้อความว่า ห้ามใช้

สิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง  จึงเป็นข้อความที่ขัดต่อมาตรา  983  (2)  หาเป็นผลบังคับแก่

ตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา  899  ไม่  ศาลฎีกาก็วินิจฉัยให้จำเลยที่  2  ต้องรับผิดตาม

ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท  ( อันนี้เป็นฎีกาที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง  สำหรับเกี่ยวกับข้อสอบ

กฎหมายลักษณะตั๋วเงิน  ส่วนใหญ่มักจะให้วินิจฉัยความรับผิด  ใครบ้างจะต้องรับผิด

ตามตั๋วด้วยเหตุผลใด  ตัวอย่างตามฎีกานี้  สมมติถามว่า  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า 

ข้อต่อสู้ของจำเลยที่  2  ฟังขึ้นหรือไม่ ?  เพราะเหตุใด ?  )

            สรุป

          ผลของการที่เขียนข้อความอะไรลงไปในตั๋วเงินโดยที่กฎหมายลักษณะตั๋วเงิน

ไม่อนุญาตให้เขียน  ก็จะมีผลแต่เพียงว่า  ข้อความนั้น  ไม่มีผลอย่างใดในตั๋วเงิน 

แต่ อย่าลืม…! ว่า  ตั๋วเงินฉบับนั้นยังคงสมบูรณ์อยู่  ไม่ได้เสียไปเพียงแต่ว่า

ข้อความที่เขียนลงไปนั้นถือเสมือนหนึ่งไม่มีในตั๋วเงิน  ไม่มีผลอย่างใด

           

ก็ให้จำหลักในเบื้องต้นก่อน  ก็คือ  ข้อความที่เขียนลงในตั๋วเงินได้  จะต้องเป็นข้อความที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเท่านั้น  ตามมาตรา 899 

            ได้กล่าวถึงมาตรา  899  มาค่อนข้างจะละเอียดเพราะว่าเป็นมาตราที่สำคัญ

มาตราหนึ่งในเรื่องตั๋วเงิน

            อันนี้เป็นข้อแตกต่างประการแรก  ก็คงจะเข้าใจโดยละเอียดแล้ว  ก็คือ  ข้อความที่

เขียนลงในตั๋วเงินได้  จะต้องเป็นข้อความที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงินเท่านั้น

ตามมาตรา  899

            สำหรับข้อแตกต่างประการที่  2  และที่  3  จะกล่าวแต่เพียงหัวข้อเสียก่อน  แล้ว

ค่อยลงในรายละเอียดภายหลัง

            2.  ข้อแตกต่างประการที่สอง

            คือ  ในเรื่องตั๋วเงินจะมีหลักกฎหมายว่าผู้รับโอนตั๋วเงินมาโดยสุจริตมีสิทธิดีกว่าผู้โอน

ซึ่งหลักอันนี้จะอยู่ในมาตรา  905  วรรคสองและวรรคสาม  มาตรา  916  และมีอีก  2  มาตรา

ที่อยู่ในกฎหมายลักษณะหนี้แต่ว่าข้อความคล้าย ๆ กัน  คือ  มาตรา  312  และมาตรา  313

จะยกตัวอย่างให้ดูง่าย ๆ ก่อน  แล้วเมื่อถึงหัวข้อนี้แล้วก็จะกล่าวในรายละเอียดภายหลัง

 

            สมมติว่า  . ได้รับเช็คสั่งจ่ายเงินสดหรือผู้ถือมาฉบับหนึ่ง  ปรากฏว่า  .ทำเช็ค

ตกหาย  แล้ว  . เก็บได้เอาเช็คฉบับนี้ไปชำระหนี้แก่  .  ดังนี้  ถ้าหาก  .  ได้รับเช็คไว้โดยสุจริตมิได้ประมาทเลินเล่อแล้ว  . ซึ่งเป็นเจ้าของเช็คฉบับนี้จะไปทวงเช็คคืนจาก  .ไม่ได้

อันนี้คือหลัก  ผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิดีกว่าผู้โอน  ถึงแม้  . เก็บเช็คได้  ไม่มีสิทธิอย่างใดในเช็คนั้นก็ตาม  เมื่อ  . ได้โอนเช็คให้แก่  .  กฎหมายคุ้มครอง  . ตามมาตรา  905  วรรคสามและ  916

            3.  ข้อแตกต่างประการที่สาม

            คือ  ในเรื่องตั๋วเงินสามารถมอบอำนาจให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้  หลักนี้บัญญัติไว้

ในมาตรา  1008

            และการลงลายมือชื่อในตั๋วเงินจะมีหลักการที่แตกต่างกับการลงลายมือชื่อในสัญญาอื่น ๆ โดยทั่วไปตามมาตรา  900  วรรคสอง

            ในสองหัวข้อนี้ก็กล่าวไว้เท่านี้ก่อน 





ตั๋วเงิน ความหมาย | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 6433 ครั้ง
ลงวันที่ 29/06/2012 21:32:39





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน