หัวข้อ : ความรับผิดในตั๋วเงิน
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







ความรับผิดในตั๋วเงิน

 

            มาตรา  900   บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น

          ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใด  เช่น  แกงได  หรือลายพิมพ์นิ้วมืออ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินไซร้  แม้ถึงว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตามท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นไม่

 

ในเรื่องตั๋วเงินจะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดในตั๋วเงิน  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง

ก็คือ  บุคคลที่ตกอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ในตั๋วเงิน  กฎหมายจะวางหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา  900 

           

            เพราะฉะนั้น  หลักในเรื่องตั๋วเงินนั้น  ถ้าถามว่า  บุคคลใดบ้างจะต้องรับผิดตาม

ตั๋วเงิน ?  ถ้าถามว่าลูกหนี้ในตั๋วเงินคือใคร ?  เราก็สามารถจะตอบง่าย   ได้ตาม  ปพพ.

มาตรา  900  ก็คือ  บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั่นเอง  ดังนั้น  ข้อสอบเกี่ยวกับลักษณะ

ตั๋วเงินนั้น  ถ้าถามว่าให้วินิจฉัยว่าใครบ้างจะต้องรับผิดตามตั๋วเงิน ?  เราก็ดูว่า  ในตั๋วเงิน

ฉบับนั้นมีใครลงลายมือชื่อไว้  นั่นแหละ  คือ  ลูกหนี้ในตั๋วเงิน  และจะต้องรับผิดตาม

บทบัญญัติมาตรา  900

 

          สำหรับหลักของมาตรา  900  วรรคหนึ่ง  บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน

ย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น

            ถ้าเราสังเกตถ้อยคำในตัวบทให้ดีแล้ว  ความรับผิดในตั๋วเงินนั้น  กฎหมายมุ่งถึง

บุคคลผู้ลงลายมือชื่อ   หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า  คนที่เซ็นชื่อนั่นเอง

            ดังนั้น  ลูกหนี้ในตั๋วเงิน  จึงจำกัดเฉพาะบุคคลผู้ลงลายมือชื่อ  ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้

ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นแต่เพียงเขียนหรือกรอกข้อความหรือรายการอื่น ๆ ในตั๋วเงิน

บุคคลนั้นจะไม่มีความรับผิดอย่างใดในตั๋วเงินเลย

            สำหรับในตั๋วเงินซึ่งมี  3  ประเภทนั้น  ก็คือ  ตั๋วแลกเงิน  ตามมาตรา  908 

ตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา  982  และเช็คตามมาตรา  987  ทั้งสามมาตรานี้กฎหมายจะใช้ถ้อยคำเหมือนกันว่า  ตั๋วแลกเงิน   ตั๋วสัญญาใช้เงิน  หรือเช็ค  นั้น  คือ  หนังสือตราสาร

 

 

            เมื่อตั๋วเงิน  คือ  หนังสือตราสาร  ใน  ปพพ. มาตรา  9  บัญญัติว่า  เมื่อมีกิจการอันใด

ซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ  บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง

แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น  ซึ่งจะเห็นว่า  มาตรา  9  วรรคหนึ่ง

จะบัญญัติไว้ชัดเจน   ดังนั้น  รายการต่าง ๆ  ในตั๋วเงินนั้นตัวผู้สั่งจ่าย  หรือผู้ออกตั๋ว   จึง

ไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนเอง   อาจจะมอบหมายให้บุคคลอื่นเขียนหรือพิมพ์ข้อความในตั๋วเงิน

แทนตนก็ได้   ดังนี้   เมื่อใดก็ตามที่มีการเขียนหรือพิมพ์ข้อความในตั๋วเงินตามที่ผู้สั่งจ่ายหรือ

ผู้ออกตั๋วมอบหมายและผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วลงลายมือชื่อไว้  ตราสารนั้นก็สมบูรณ์เป็น

ตั๋วเงิน 

สำหรับในปัญหาดังกล่าวนี้เคยมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ว่า  ไม่มีกฎหมายบังคับ

ให้ผู้สั่งจ่ายจะต้องเขียนข้อความและลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คด้วยตนเอง 

คำพิพากษาฎีกาบางฉบับก็วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า จำนวนเงินที่ลงในเช็คและรายการวัน  เดือน ปี ที่ออกเช็ค  ผู้สั่งจ่ายหาจำต้องเป็นผู้เขียนลงไว้ในเช็คพิพาทด้วยลายมือของผู้สั่งจ่ายเองไม่อาจให้บุคคลอื่นเขียนหรือพิมพ์ข้อความดังกล่าวให้ก็ได้  หากข้อความถูกต้องตรงกับเจตนาของจำเลยในการออกเช็ค  ก็ถือว่า เป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์แล้ว

            เพราะฉะนั้น  หลักเกณฑ์ในเบื้องต้นก็ให้จำไว้ว่า  ความรับผิดในตั๋วเงินนั้น  เฉพาะบุคคลผู้ลงลายมือชื่อ  ไม่ใช่คนที่เขียนหรือกรอกหรือพิมพ์ข้อความลงในตั๋วเงิน

(คำพิพากษาฎีกาที่  5645/2544 , 1973/2529 , 2512/2539)  

ซึ่งปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ  เช่นนี้  บางครั้งเราก็วินิจฉัยผิดในการตอบข้อสอบก็มี 

เช่น  .ออกเช็คโดยมอบให้ ข. ซึ่งเป็นเสมียนทำหน้าที่ฝ่ายบัญชีเป็นผู้เขียนข้อความรายการต่าง ๆ ลงในเช็คแล้วให้  . ลงลายมือชื่อ  เป็นผู้สั่งจ่าย  เช็คถึงกำหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน  ให้วินิจฉัยว่า  ใครบ้างจะต้องรับผิดใช้เงินตามเช็ค  ? 

ดังนี้  . ผู้กรอกข้อความลงในเช็คไม่ต้องรับผิด  เพราะมาตรา 900  ลูกหนี้ในตั๋วเงิน

จำกัดเฉพาะผู้ลงลายมือชื่อเท่านั้น !

 

            คำว่า  บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตน  ตามมาตรา  900  วรรคหนึ่ง  จะแบ่งแยก

ออกเป็น  2  กรณี

            -  ถ้าหากเป็นบุคคลธรรมดา  ก็หมายความถึง  บุคคลที่เขียนลายมือชื่อด้วยตนเอง

เพราะว่าในเรื่องตั๋วเงินนั้น  การลงลายมือชื่อจะต้องลงลายมือชื่อที่แท้จริงเท่านั้น  ซึ่งกฎหมาย

 

ตั๋วเงินมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ที่รู้หนังสือเท่านั้นใช้ตั๋วเงิน   กฎหมายจึงบังคับไว้เลยว่า  การลง

ลายมือชื่อในตั๋วเงินจะต้องเขียนด้วยลายมือตนเอง  ตามมาตรา  900  วรรคหนึ่ง

และวรรคสอง  เพราะฉะนั้น  ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาที่เขียนลายมือชื่อด้วยตนเองปัญหาจะไม่เกิด

 

            การลงลายมือชื่อในตั๋วเงินจะลงชื่อสมมติ  นามแฝง  หรือชื่อเสียงที่ใช้ในทางการค้าก็ได้  ซึ่งศาลฎีกาเคยตัดสินไว้  มีคดีอยู่เรื่องหนึ่ง  ปรากฏว่า

            สมมติ  .  เป็นผู้ทรงเช็คฉบับนี้  ลงวันที่ล่วงหน้า  .  ก็มีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน

จึงนำเช็คฉบับนี้ไปแลกเงินสดจากนาย ข.  ปรากฏว่า  แทนที่  .จะลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คว่า   .”  แต่ไม่ลงชื่อ .”  กลับไปลงชื่อร้านค้าชื่อว่า  แสงรุ่งเรือง   เขียนลงด้านหลังเช็คแล้วส่งมอบให้นาย  .  ไป  ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

            นาย  .  จึงฟ้องผู้สั่งจ่าย  และ  นาย  .  ซึ่งสลักหลังเช็คผู้ถือโดยเขียนด้านหลังเช็คว่า

แสงรุ่งเรือง

            นาย  .  ต่อสู้ว่า  ตัวนาย  .  ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็คแต่อย่างใด  เพราะตนไม่ได้

ชื่อว่า  แสงรุ่งเรือง  แต่แสงรุ่งเรืองเป็นชื่อที่ตนใช้ในทางการค้าซึ่งไม่ใช่ชื่อของตน  และก็ไม่ใช่

เป็นนิติบุคคลด้วย  (ห้างร้านที่ไปจดทะเบียนพาณิชย์นั้น  ชื่อที่ใช้ในทะเบียนพาณิชย์ไม่ใช่

นิติบุคคล  ฎีกาที่  5674/2530)

 

            ปัญหาก็เกิดว่า   ดังนี้  การที่  นาย  .  ไปเขียนด้านหลังเช็คว่า  แสงรุ่งเรือง  ถือว่า

เป็นการลงลายมือชื่อหรือไม่  ?

 

            ศาลฎีกาตัดสินว่า  อย่างนี้  ถือว่าเป็นการลงลายมือชื่อแล้ว   เพราะว่าการลง

ลายมือชื่อในตั๋วเงินจะลงชื่อสมมติ  ,  ชื่อจริง  ,  นามแฝง  ,  ชื่อเสียงในทางการค้า

ก็ได้  ถ้าหากมีเจตนาให้ลายมือชื่อที่ลงในตั๋วเงินนั้นเป็นของตน  ถือว่า  เป็นการ

ลงลายมือชื่อแล้ว  จึงพิพากษาให้  นาย  .  รับผิดตามเช็ค  (ฎีกาที่  2417/2536)

 

            -  ถ้าเป็นนิติบุคคล

 

            ผู้ที่มีอำนาจลงลายมือชื่อ  หรือว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคลนั้นก็หมายความถึง  ผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น

              ห้างหุ้นส่วนจำกัด  คนที่เป็นผู้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด  ก็คือ  หุ้นส่วนผู้จัดการ

           

 

    บริษัทจำกัด  ก็เป็นบุคคลที่จดทะเบียนไว้  เช่น  กรรมการ  2  คน  ลงลายมือชื่อและประทับตรา  อย่างนี้  ก็ถือเป็นการลงลายมือชื่อของนิติบุคคล

 

                 หลักเกณฑ์ข้อต่อไป

           

ในเรื่องตั๋วเงินนั้น   การลงลายมือชื่อในตั๋วเงินสามารถลงแทนกันได้ถ้าหากว่าได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลายมือชื่อที่แท้จริง   ซึ่งอันนี้จะไม่เหมือนกับหลักกฎหมายทั่วไป 

โดยหลักทั่วไปแล้วกรณีเกี่ยวกับลายมือชื่อนั้น  ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้  ถึงแม้เจ้าของลายมือชื่อจะอนุญาตก็ตาม 

ตัวอย่างเช่น   นาย  .  จะไปมอบอำนาจให้  นาย ข.  ลงลายมือชื่อของนาย  .  ไม่ได้  ถ้ามอบอำนาจก็ต้องมอบอำนาจให้ นาย  .เป็นตัวแทน   แล้วนาย  .ก็ไปลงลายมือชื่อของ  นาย  .เองในฐานะเป็นตัวแทนของ นาย ก.  (คำพิพากษาฎีกาที่  1526/2525  กับ  1020/2517  ซึ่งเป็นคดีความผิดฐานปลอมเอกสาร  ไปลงชื่อแทนก็เป็นเอกสารปลอมเลย)

 

          แต่  !  ในเรื่องตั๋วเงินตาม  ปพพ.  มาตรา  1008  กฎหมายจะอนุญาตให้

มีการให้สัตยาบันแก่ลายมือชื่อซึ่งลงไว้โดยปราศจากอำนาจ  แต่หากไม่ถึงแก่เป็น

ลายมือปลอมได้

 

          เพราะฉะนั้น  การลงลายมือชื่อของบุคคลในตั๋วเงินนั้น  สามารถจะลงแทน

กันได้  ถ้าหากว่าได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลายมือชื่อ

 

            ตัวอย่าง

 

            นาย  .  มอบอำนาจให้  นาย  .  ลงลายมือชื่อของ  นาย  .  ในตั๋วเงินโดยให้ถือว่า

นาย ก.  เป็นผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นเอง  อย่างนี้สามารถทำได้  ตามบทบัญญัติใน

มาตรา  1008  ซึ่งถือว่าเป็นข้อยกเว้นของมาตรา  9  นั่นเอง

            ส่วนรายละเอียดจะได้กล่าวเมื่อถึงมาตรา  1008  สรุปตรงนี้ก่อนว่าในเรื่องตั๋วเงินนั้น  เจ้าของลายมือชื่อสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อของเจ้าของลายมือชื่อได้  ตามบทบัญญัติในมาตรา  1008

 

 

 

 

          มาตรา  900  วรรคสอง         ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใด  เช่น  แกงได  หรือลายพิมพ์นิ้วมือ  อ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินไซร้  แม้ถืงว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตาม  ท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นไม่

           

สำหรับการลงลายมือชื่อของบุคคลในตั๋วเงินนั้นได้กล่าวไว้แล้วว่า  ต้องเป็นการ

ลงลายมือชื่อจริง ๆ

            เพราะฉะนั้น  ในมาตรา  900  วรรคสอง  กฎหมายจึงบัญญัติไว้ชัดเจนเลยว่า  ถ้าลง

เพียงแต่เครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใด  เช่น  แกงได  หรือลายพิมพ์นิ้วมืออ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินไซร้  แม้ถึงว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตาม  ท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อ

ในตั๋วเงินนั้นไม่

            เพราะฉะนั้นในเรื่องตั๋วเงินจะแตกต่างกับสัญญาอื่นถ้าเป็นสัญญาอื่น  เช่น  ไปกู้ยืม

เงินกัน  ผู้กู้อ่านหนังสือไม่ออกเขียนหนังสือไม่ได้  อย่างนี้  ตามบทบัญญัติมาตรา  9 วรรคสอง

สามารถที่จะพิมพ์ลายนิ้วมือแล้วมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน   ลายพิมพ์นิ้วมือจะมีค่า

เสมอเท่ากับลายมือชื่อ  ถือเสมือนว่า  ผู้กู้ได้ลงลายมือชื่อแล้ว  แต่ในเรื่องตั๋วเงินนั้น  ไม่ได้ …!

จะไปลงแกงได  หรือพิมพ์ลายนิ้วมือ  ไม่ได้   ต้องลงลายมือชื่อจริง ๆ

 

            ปัญหาที่เกิด    คือ   มาตรา  900  วรรคสอง  ไม่ได้บัญญัติถึง  ตราประทับ

เพราะฉะนั้น  ถ้าดูบทบัญญัติในมาตรา  9  วรรคสอง ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า  ลายพิมพ์

นิ้วมือ  แกงได  ตราประทับ  หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นที่ทำลงในเอกสารแทนการ

ลงลายมือชื่อ  หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้วให้ถือเสมอกับลงลายมือชื่อ

 

ดังนั้น  ตามบทบัญญัติในมาตรา  9  วรรคสองนี้เอง  ตราประทับนั้นก็มีค่าเสมือนหนึ่งเป็นเครื่องหมายอื่น ๆ เท่านั้นเอง  เพราะฉะนั้น  จึงไม่น่าจะนำมาใช้กับตั๋วเงินได้  ถึงแม้มาตรา

900  วรรคสอง  จะไม่ได้บัญญัติห้ามถึงตราประทับก็ตาม   แต่มาตรา  900  วรรคสอง  ก็เพียง

แต่ยกตัวอย่างให้ดู   ซึ่งดูหลักง่าย ๆ ขนาดลายพิมพ์นิ้วมือ  ซึ่งอยู่ในตัวติดตัวเปลี่ยนแปลง

ไม่ได้  กฎหมายยังห้าม   ฉะนั้น   ตราประทับซึ่งไปจ้างห้างร้านทำมายิ่งกว่าหนักการพิมพ์ลายนิ้วมืออีก  จะนำมาใช้กับตั๋วเงินได้หรือ  อันนี้ก็ไม่ได้

 

 

 

            ปัญหาประการต่อไป

 

          การเข้ามาเป็นลูกหนี้ในตั๋วเงินนั้นย่อมกระทำได้ด้วยการลงลายมือชื่อในตั๋วเงินเท่านั้น  ตามบทบัญญัติในมาตรา  900  เพราะฉะนั้น  บุคคลใดก็ตามที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินแล้ว  ก็ต้องผูกพันรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้นในฐานะลูกหนี้    ส่วนจะต้องรับผิดในฐานะใด  ก็ขึ้นอยู่กับว่าที่ไปลงลายมือชื่อนั้น  ลงลายมือชื่อไปในฐานะใดก็รับผิดในฐานะนั้น

เพราะฉะนั้น  หลักเบื้องต้นในการวินิจฉัยปัญหาตั๋วเงินดูเสียก่อนว่า   มีใครลง

ลายมือชื่อ  เมื่อรู้แล้วว่ามีใครลงลายมือชื่อ     ก็มาดูอีกชั้นหนึ่งว่า  ที่ลงลายมือชื่อนั้นลงลายมือชื่อฐานะใดก็รับผิดฐานะนั้น    เช่น 

-  ฐานะผู้สั่งจ่าย  ฐานะผู้ออกตั๋ว  เพราะว่าผู้สั่งจ่ายและผู้ออกตั๋วนั้นจะเป็นบุคคลซึ่งตกเป็นลูกหนี้คนแรกในเรื่องตั๋วเงิน  เป็นผู้ที่ให้กำเนิดตั๋วเงินขึ้นมา 

-   ต่อนั้นก็เรียกว่าผู้สลักหลังตั๋วเงินมีการสลักหลังโอนต่อไป    ผู้ที่สลักหลังก็รับผิดในฐานะผู้สลักหลัง 

-   นอกจากนั้นก็อาจจะมีผู้รับอาวัล    ก็คือบุคคลซึ่งค้ำประกันความรับผิดของลูกหนี้

ในตั๋วเงิน   

-   ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินกรณีผู้จ่ายเงินตามตั๋วได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเราก็จะเปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ว่าเป็น   ผู้รับรอง 

เพราะฉะนั้น  ลงลายมือชื่อในฐานะใดก็รับผิดในฐานะนั้น ๆ

 

            คำว่า  รับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงิน  เมื่อรู้แล้วว่าผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน

ต้องรับผิด   แล้วรับผิดอย่างไร  ?  ก็รับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงิน  หมายความว่า  ในตั๋วเงินนั้น

มีข้อความระบุไว้อย่างไร   เช่น  .  ออกเช็คสั่งจ่ายเงิน  จำนวน  1  ล้านบาท  คำว่าเนื้อความ

ก็คือ  1  ล้านบาท  ก็ต้องรับผิด  1  ล้านบาท

            แต่อย่างไรก็ดี  ในเรื่องตั๋วเงินจะมีบทบัญญัติอยู่หลายมาตราที่ตัวลูกหนี้ในตั๋วเงิน

สามารถที่จะจำกัดความรับผิดของตนเองได้   เพราะฉะนั้น   ถ้าหากมีข้อความจำกัดความ

รับผิดของตนเองในตั๋วเงิน  ความรับผิดของลูกหนี้คนนั้น  ก็จะต้องเป็นไปตามข้อจำกัด

ความรับผิดของเขา  เช่น  ตั๋วแลกเงินสั่งจ่ายเงิน  1  ล้านบาท  ผู้สลักหลังโอนตั๋วเขียนว่า  ข้าพเจ้าขอรับผิดเพียง  5  แสนบาท   ดังนี้   ความรับผิดของผู้สลักหลังก็มีเพียง 5  แสนบาท  เพราะข้อความที่เขียนนั้น  มาตรา  915  อนุญาตให้เขียนลงในตั๋วแลกเงินได้

 

            หรือในเรื่องตั๋วแลกเงิน  ปกติแล้วในชั้นต้นผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินยังไม่อยู่ในฐานะ

เป็นลูกหนี้  ไม่มีความรับผิดอย่างใดในตั๋วแลกเงิน 

เช่น  .  ออกตั๋วแลกเงินสั่ง  . จ่ายเงินแก่  .  แล้ว  .  เอาตั๋วแลกเงินไปยื่นให้ ข.จ่ายเงิน   .ไม่ยอมจ่าย 

ถามว่า   . จะฟ้อง ข.  ให้รับผิดใช้เงินตามตั๋วแลกเงินได้หรือไม่   ดังนี้  ก็ไม่ได้  เพราะ ข.  ไม่ได้ลงลายมือชื่อ  ซึ่งผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินจะตกเป็นลูกหนี้ต่อเมื่อได้ทำการรับรองตั๋ว  การรับรองตั๋วก็คือ   ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินนั้นลงลายมือชื่อในตั๋วตามมาตรา  937  ที่บัญญัติว่า  ผู้จ่ายได้ทำการรับรองตั๋วแลกเงินแล้ว  ย่อมต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตน

 

            แต่อย่างไรก็ดี   กฎหมายได้ให้สิทธิแก่ผู้จ่ายเงินตามตั๋วว่า    ถ้าทำการรับรองตั๋วนั้น

จะรับรองแต่เพียงบางส่วนก็ได้ตามมาตรา  935    เช่น    ผู้จ่ายเงินตามตั๋วทำการรับรองตั๋ว

แล้วระบุว่า   ขอรับรองเพียงวงเงิน  5  แสนบาท  ดังนี้  ความรับผิดของผู้รับรอง  (ผู้จ่ายเงิน)

ก็เป็นไปตามนั้น    อันนี้    คือ   เนื้อความในตั๋ว

 

            กรณีผู้รับอาวัล   มาตรา  938  วรรคหนึ่ง  บัญญัติว่า  ตั๋วแลกเงินจะมีผู้ค้ำประกัน

รับประกันการใช้เงินทั้งจำนวนหรือแต่บางส่วนก็ได้  ซึ่งท่านเรียกว่า  อาวัล

            เพราะฉะนั้น  ผู้รับอาวัลอาจรับผิดแต่เพียงบางส่วนก็ได้ 

            เช่น  นาย  .  ออกเช็คจำนวน  1  ล้านบาท  ชำระหนี้ ข.  แต่นาย ข. ไม่เชื่อเครดิต 

ของนาย  .  จึงให้หาบุคคลมาประกันความรับผิดของ ก.  ซึ่งในตั๋วเงินเราจะเรียกว่า 

ผู้รับอาวัล  นาย  .จึงเอานายหนึ่งมาเป็นผู้รับอาวัล  แล้วนายหนึ่งระบุว่า  ตกลงเข้ารับอาวัลนาย ก.  ในวงเงิน  5  แสนบาท    ดังนี้   ถ้าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค   ความรับผิดของผู้รับอาวัลก็มีเพียง  5  แสนบาท  ไม่ใช่  1  ล้านบาท  เพราะความรับผิดจะต้องเป็นไปตามเนื้อความในตั๋วเงิน  ก็คือจะต้องดูว่าตั๋วเงินนั้นมีข้อความอย่างไร   มีข้อจำกัดความรับผิดของ

ลูกหนี้ไว้อย่างไรหรือไม่   ก็ต้องเป็นไปตามเนื้อความนั้น

 

            อันนี้  ก็คือหลักเกณฑ์ในเรื่องตั๋วเงิน  คือ  มุ่งดูบุคคลที่ลงลายมือชื่อ

 

 

 

            เคยมีปัญหาว่า  กรณีที่มีการปลอมลายมือชื่อของบุคคลในตั๋วเงิน  อันนี้  แน่นอนว่า

เจ้าของลายมือชื่อที่แท้จริงไม่ต้องรับผิด  เพราะไม่ได้ลงลายมือชื่อ

 

            ปัญหาก็คือว่า  คนที่ปลอมจะต้องรับผิดหรือไม่  ดังนี้  ผู้ปลอมลายมือชื่อผู้อื่นต้อง

รับผิด  เพราะถึงจะปลอมอย่างไร  ก็เป็นลายมือชื่อของผู้ปลอมนั่นเอง   ถือว่าบุคคลนั้นลง

ลายมือชื่อในตั๋วเงิน   (เคยออกสอบเนติสมัย 48)

 

            เพราะฉะนั้น  เรามุ่งอย่างเดียวว่าลายมือชื่อที่เขียนในตั๋วเงินนั้น  เป็นลายมือชื่อ

ของบุคคลใด  บุคคลนั้นก็จะต้องรับผิดความเนื้อความในตั๋วเงินนั้น

 

            ในเรื่องตั๋วเงินนั้น   มาตรา  900  เกี่ยวกับเรื่องความรับผิดในตั๋วเงิน  คือ  เรื่องตั๋วเงินนั้นผู้ที่จะเข้ามาผูกพันเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินโดยเฉพาะในฝ่ายลูกหนี้ก็สามารถกระทำได้ด้วยการลงลายมือชื่อ  และตามมาตรา  900  นั้น  ผู้ที่จะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงิน  ก็เฉพาะแต่บุคคลผู้ลงลายมือชื่อ  ดังนั้น  ผู้ที่เป็นคนเขียนกรอกรายการต่าง ๆ  ในตั๋วเงินบุคคลเหล่านี้ไม่มีความรับผิดในตั๋วเงิน   ตัวผู้ทรงหรือเจ้าหนี้ในตั๋วเงินจะไปฟ้องบุคคลต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้   ซึ่งจะฟ้องได้แต่เฉพาะบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินเท่านั้น

           

     ผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นต้องเป็นเจ้าของบัญชีตามเช็คนั้นหรือไม่

 

            ในมาตรา  900  กฎหมายเอาผิดแก่ผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน    ดังนั้น  เราจึงไม่

คำนึงว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นเป็นเจ้าของบัญชีตามเช็คนั้นหรือไม่ 

ก็หมายความว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คนั้น  ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่ใช่เจ้าของบัญชีหรืออาจจะไปขอยืมแบบพิมพ์เช็คของบุคคลอื่นมาลงลายมือชื่อสั่งจ่ายก็ตาม   บุคคลนั้นก็จะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น  (คำพิพากษาฎีกาที่  1734/2515 กับ  1853/2511)

            คำพิพากษาฎีกาที่  854/2523   ปรากฏว่าตัวจำเลยนั้นซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามเช็ค  ตัวจำเลยคนนี้ตอนไปเปิดบัญชีกระแสรายวันกับทางธนาคารนั้น  ชื่อที่ใช้ในการเปิดบัญชีใช้ชื่อเป็นภาษาจีน  ทั้งที่ตัวเองก็มีชื่อเป็นภาษาไทยด้วย

คดีเรื่องนี้  โจทก์ฟ้องจำเลยโดยระบุชื่อจำเลยมาในฟ้องว่า นายทวีศักดิ์  แต่ปรากฏว่า

เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายนั้น  จำเลยเซ็นชื่อเป็นภาษาจีนว่า  นายพูเอี้ยน  ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า  ตัวนายทวีศักดิ์  กับ ตัวนายพูเอี้ยน  เป็นบุคคลคนเดียวกัน  ดังนี้ก็ถือว่าบุคคลนั้นลงลายมือชื่อในตัวเงินแล้ว 

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  จำเลยที่ออกเช็คนั้น  แม้จะใช้ชื่อบัญชีธนาคารเป็นอย่างอื่นก็ตาม แต่เมื่อได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งธนาคารให้จ่ายเงินตามเช็คแล้วก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น

             

 

ผู้ที่ลงลายมือชื่อในเช็คภายหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว

 

            เมื่อกล่าวถึงเรื่องการลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นก็เคยมีปัญหาข้อกฎหมายขึ้นสู่การ

พิจารณาของศาลฎีกาเรื่องหนึ่งปัญหาก็คือว่า    กรณีที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว  แล้วก็มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดไปลงลายมือชื่อในเช็คนั้นอีก

ถามว่า   ผู้ที่ลงลายมือชื่อในเช็คภายหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วนั้น 

จะต้องรับผิดตามเช็คนั้นหรือไม่  ?

           

ตัวอย่าง 

ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว    ผู้ทรงเช็คก็ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เพื่อไปจับกุมผู้ที่สั่งจ่ายเช็คในข้อหาความผิดต่อ  ...ฯ เช็ค  เมื่อไปที่บ้านผู้สั่งจ่ายเช็ค  ปรากฏว่าไม่พบตัวผู้สั่งจ่ายแต่พบบิดาของผู้สั่งจ่าย  แล้วบิดาของผู้สั่งจ่ายก็เกรงว่าตัวผู้สั่งจ่ายซึ่งเป็นบุตรของตนนั้นจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม    จึงให้คำรับรองแก่ตัวผู้ทรงเช็คว่าจะรับผิดใช้เงินตามเช็คให้   แล้วตนได้ลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็ค

 

            ถามว่า  บิดาของผู้สั่งจ่ายเช็คจะต้องรับผิดตามเช็คนั้นหรือไม่ ?

 

            ปัญหานี้  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  เช็คนั้นถึงแม้ว่าธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงิน

แล้ว  เช็คนั้นก็ยังคงมีสภาพเป็นเช็คอยู่  สภาพของเช็คหาได้สูญเสียไปไม่  ดังนั้น

บุคคลใดก็ตามที่ไปลงลายมือชื่อในเช็ค  แม้จะลงลายมือชื่อภายหลังจากธนาคาร

ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว  ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น  ตามมาตรา

900”  อันนี้ให้จำไว้ให้ดี   อย่าไปคิดว่าเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว  เช็คนั้น

โอนต่อไปไม่ได้  ไม่ใช่นะ  เช็คนั้นคงโอนต่อไปได้  เพราะฉะนั้น  บุคคลใดไปลงลายมือชื่อ

ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คตามมาตรา 900  เช่นกัน  (คำพิพากษาฎีกาที่  5766/2537

กับ  313/2521)

 

           

            เคยมีคดีแปลกๆ  เกิดขึ้นมาเรื่องหนึ่ง

 

            คือ  คดีเรื่องนี้  โจทก์ฟ้อง  จำเลยที่  1   ในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็ค   โดยจำเลยที่  1 

ออกเช็คระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน  แล้วขีดฆ่า  คำว่า  หรือผู้ถือ  ในแบบพิมพ์เช็คออก

ตอนที่จำเลยที่  1  ออกเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น  โจทก์ไม่เชื่อเครดิตของจำเลยที่  1 

ดังนี้ จำเลยที่  1  จึงขอให้เพื่อนของจำเลยที่  1  ซึ่งเป็นผู้มีฐานะดีลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็ค

เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ก็นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร  ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธจ่ายเงิน

ตามเช็ค 

ถามว่า  จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์หรือไม่  ในฐานะใด ?

            ดูแล้วเป็นปัญหาง่าย ๆ แต่ !  ไม่ง่าย

            จุดที่ง่าย  ก็คือ  จำเลยที่  1  ผู้สั่งจ่ายก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย

ตามมาตรา  900  มาตรา  914  ประกอบ มาตรา 989

            ส่วนจำเลยที่  2  จะต้องรับผิดหรือไม่  จะต้องรับผิดฐานะอะไร ?  อันนี้ค่อนข้างยาก

ถ้าดูมาตรา  900  จำเลยที่  2  ลงลายมือชื่อในเช็ค ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น

แต่จะรับผิดในฐานะใด   อันนี้หาข้อหาไม่เจอ  แล้วที่ไม่เจออย่างไร  ให้ดูเป็นลำดับไป   คือ

 

               เช็คฉบับนี้  เป็นเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  การที่จำเลยไปลงลายมือชื่อสลักหลังเช็ค

จึงไม่ใช่ผู้รับอาวัลตามมาตรา  921  (ซึ่งถ้าเป็นเช็คชนิดผู้ถือ  แล้วไปลงลายมือชื่อสลักหลัง

บุคคลนั้นจะต้องรับผิดในฐานะผู้รับอาวัล  แต่นี่เป็นเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน  การที่จำเลยที่  2

ไปลงลายมือชื่อด้านหลังเช็ค  จึงไม่ใช่ผู้รับอาวัลตามมาตรา  921

 

            ‚  แล้วจำเลยที่  2  ไปลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็ค  ซึ่งไม่ได้ลงในด้านหน้า  หากลง

ลายมือชื่อไว้ด้านหน้าเฉย ๆ นั้น  ในมาตรา  939  วรรคสาม  กฎหมายบัญญัติว่า อนึ่งเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัลในด้านหน้าแห่งตั๋วเงิน  ท่านก็จัดว่าเป็นคำรับอาวัลแล้ว…”    ดังนี้

ถ้าจำเลยที่  2  ลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าเช็ค  จำเลยที่  2  ก็รับผิดฐานะผู้รับอาวัล    แต่คดีนี้

จำเลยที่  2   ลงลายมือชื่อที่ด้านหลัง   เพราะฉะนั้น   ก็ไม่เข้ามาตรา  939  วรรคสาม  จึงไม่ใช่

ผู้รับอาวัล  ตามบทบัญญัติดังกล่าว

                กรณีดังนี้  จำเลยที่  2  ไม่ได้อยู่ในฐานะสลักหลังหรือที่เรียกว่าสลักหลังลอยเพราะว่า  จำเลยที่  2  ไม่เคยเป็นผู้ทรงมาก่อน   ซึ่งถ้าคดีนี้เปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่าจำเลยที่  1  ออกเช็ค

 

ระบุชื่อจำเลยที่  2  เป็นผู้รับเงิน   แล้วขีดฆ่าคำว่า  หรือผู้ถือ  ออก  แล้วจำเลยที่  3  ลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็ค  ชำระหนี้แก่โจทก์  อย่างนี้  จำเลยที่  2  จึงจะเป็นผู้สลักหลังลอยเพราะจำเลยที่  2  เป็นผู้ทรงมาก่อน

 

            เพราะฉะนั้น  ดู  ปพพ.  ลักษณะตั๋วเงินทั้งหมดแล้วหาข้อหาให้จำเลยไม่ได้ 

 

            ศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่จึงวินิจฉัยว่า  ถือว่าจำเลยที่  2  สมัครใจที่จะผูกพัน

ต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงในอันจะรับผิดตามข้อความในเช็คอย่างเดียวกับจำเลยที่  1 

ผู้สั่งจ่ายด้วยการลงลายมือชื่อตามมาตรา  900”

            จะเห็นว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน  ต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น  ไม่ว่า

ในฐานะอะไร  ถ้าหาฐานะไม่ได้ก็เหมารวมอยู่ในมาตรา  900  เลย   ถือว่าสมัครใจยอมรับผิดเป็นอย่างเดียวกับผู้สั่งจ่ายด้วยการลงลายมือชื่อ 

(ปัญหานี้ออกเป็นข้อสอบผู้ช่วยคราวที่แล้ว  คำพิพากษาฎีกาที่  3788/2524  กับ  4872/2533)

 

            ที่กล่าวมาเป็นเรื่องของหัวข้อแรก บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน  ย่อมจะต้องรับผิด

ตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น





ความรับผิดในตั๋วเงิน | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 8926 ครั้ง
ลงวันที่ 29/06/2012 21:42:57





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน