ติดต่อเรา : [email protected]
ความรับผิดในตั๋วเงิน
มาตรา 900 บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น
ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น แกงได หรือลายพิมพ์นิ้วมืออ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินไซร้ แม้ถึงว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตามท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นไม่
ในเรื่องตั๋วเงินจะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดในตั๋วเงิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง
ก็คือ บุคคลที่ตกอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ในตั๋วเงิน กฎหมายจะวางหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา 900
เพราะฉะนั้น หลักในเรื่องตั๋วเงินนั้น ถ้าถามว่า บุคคลใดบ้างจะต้องรับผิดตาม
ตั๋วเงิน ? ถ้าถามว่าลูกหนี้ในตั๋วเงินคือใคร ? เราก็สามารถจะตอบง่าย ๆ ได้ตาม ปพพ.
มาตรา 900 ก็คือ บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั่นเอง ดังนั้น ข้อสอบเกี่ยวกับลักษณะ
ตั๋วเงินนั้น ถ้าถามว่าให้วินิจฉัยว่าใครบ้างจะต้องรับผิดตามตั๋วเงิน ? เราก็ดูว่า ในตั๋วเงิน
ฉบับนั้นมีใครลงลายมือชื่อไว้ นั่นแหละ คือ ลูกหนี้ในตั๋วเงิน และจะต้องรับผิดตาม
บทบัญญัติมาตรา 900
สำหรับหลักของมาตรา 900 วรรคหนึ่ง “บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน
ย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น”
ถ้าเราสังเกตถ้อยคำในตัวบทให้ดีแล้ว ความรับผิดในตั๋วเงินนั้น กฎหมายมุ่งถึง
บุคคลผู้ลงลายมือชื่อ หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า คนที่เซ็นชื่อนั่นเอง
ดังนั้น ลูกหนี้ในตั๋วเงิน จึงจำกัดเฉพาะบุคคลผู้ลงลายมือชื่อ ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้
ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นแต่เพียงเขียนหรือกรอกข้อความหรือรายการอื่น ๆ ในตั๋วเงิน
บุคคลนั้นจะไม่มีความรับผิดอย่างใดในตั๋วเงินเลย
สำหรับในตั๋วเงินซึ่งมี 3 ประเภทนั้น ก็คือ ตั๋วแลกเงิน ตามมาตรา 908
ตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา 982 และเช็คตามมาตรา 987 ทั้งสามมาตรานี้กฎหมายจะใช้ถ้อยคำเหมือนกันว่า ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือเช็ค นั้น คือ “หนังสือตราสาร”
เมื่อตั๋วเงิน คือ หนังสือตราสาร ใน ปพพ. มาตรา 9 บัญญัติว่า “เมื่อมีกิจการอันใด
ซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง
แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น” ซึ่งจะเห็นว่า มาตรา 9 วรรคหนึ่ง
จะบัญญัติไว้ชัดเจน ดังนั้น รายการต่าง ๆ ในตั๋วเงินนั้นตัวผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋ว จึง
ไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนเอง อาจจะมอบหมายให้บุคคลอื่นเขียนหรือพิมพ์ข้อความในตั๋วเงิน
แทนตนก็ได้ ดังนี้ เมื่อใดก็ตามที่มีการเขียนหรือพิมพ์ข้อความในตั๋วเงินตามที่ผู้สั่งจ่ายหรือ
ผู้ออกตั๋วมอบหมายและผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วลงลายมือชื่อไว้ ตราสารนั้นก็สมบูรณ์เป็น
ตั๋วเงิน
สำหรับในปัญหาดังกล่าวนี้เคยมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ว่า “ไม่มีกฎหมายบังคับ
ให้ผู้สั่งจ่ายจะต้องเขียนข้อความและลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คด้วยตนเอง”
คำพิพากษาฎีกาบางฉบับก็วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า “จำนวนเงินที่ลงในเช็คและรายการวัน เดือน ปี ที่ออกเช็ค ผู้สั่งจ่ายหาจำต้องเป็นผู้เขียนลงไว้ในเช็คพิพาทด้วยลายมือของผู้สั่งจ่ายเองไม่อาจให้บุคคลอื่นเขียนหรือพิมพ์ข้อความดังกล่าวให้ก็ได้ หากข้อความถูกต้องตรงกับเจตนาของจำเลยในการออกเช็ค ก็ถือว่า เป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์แล้ว”
เพราะฉะนั้น หลักเกณฑ์ในเบื้องต้นก็ให้จำไว้ว่า ความรับผิดในตั๋วเงินนั้น เฉพาะบุคคลผู้ลงลายมือชื่อ ไม่ใช่คนที่เขียนหรือกรอกหรือพิมพ์ข้อความลงในตั๋วเงิน
(คำพิพากษาฎีกาที่ 5645/2544 , 1973/2529 , 2512/2539)
ซึ่งปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ บางครั้งเราก็วินิจฉัยผิดในการตอบข้อสอบก็มี
เช่น ก.ออกเช็คโดยมอบให้ ข. ซึ่งเป็นเสมียนทำหน้าที่ฝ่ายบัญชีเป็นผู้เขียนข้อความรายการต่าง ๆ ลงในเช็คแล้วให้ ก. ลงลายมือชื่อ เป็นผู้สั่งจ่าย เช็คถึงกำหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้วินิจฉัยว่า ใครบ้างจะต้องรับผิดใช้เงินตามเช็ค ?
ดังนี้ ข. ผู้กรอกข้อความลงในเช็คไม่ต้องรับผิด เพราะมาตรา 900 ลูกหนี้ในตั๋วเงิน
จำกัดเฉพาะผู้ลงลายมือชื่อเท่านั้น !
คำว่า “บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตน” ตามมาตรา 900 วรรคหนึ่ง จะแบ่งแยก
ออกเป็น 2 กรณี
- ถ้าหากเป็นบุคคลธรรมดา ก็หมายความถึง บุคคลที่เขียนลายมือชื่อด้วยตนเอง
เพราะว่าในเรื่องตั๋วเงินนั้น การลงลายมือชื่อจะต้องลงลายมือชื่อที่แท้จริงเท่านั้น ซึ่งกฎหมาย
ตั๋วเงินมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ที่รู้หนังสือเท่านั้นใช้ตั๋วเงิน กฎหมายจึงบังคับไว้เลยว่า การลง
ลายมือชื่อในตั๋วเงินจะต้องเขียนด้วยลายมือตนเอง ตามมาตรา 900 วรรคหนึ่ง
และวรรคสอง เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาที่เขียนลายมือชื่อด้วยตนเองปัญหาจะไม่เกิด
การลงลายมือชื่อในตั๋วเงินจะลงชื่อสมมติ นามแฝง หรือชื่อเสียงที่ใช้ในทางการค้าก็ได้ ซึ่งศาลฎีกาเคยตัดสินไว้ มีคดีอยู่เรื่องหนึ่ง ปรากฏว่า…
สมมติ ก. เป็นผู้ทรงเช็คฉบับนี้ ลงวันที่ล่วงหน้า ก. ก็มีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน
จึงนำเช็คฉบับนี้ไปแลกเงินสดจากนาย ข. ปรากฏว่า แทนที่ ก.จะลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คว่า “ก.” แต่ไม่ลงชื่อ “ก.” กลับไปลงชื่อร้านค้าชื่อว่า “แสงรุ่งเรือง” เขียนลงด้านหลังเช็คแล้วส่งมอบให้นาย ข. ไป ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
นาย ข. จึงฟ้องผู้สั่งจ่าย และ นาย ก. ซึ่งสลักหลังเช็คผู้ถือโดยเขียนด้านหลังเช็คว่า
“แสงรุ่งเรือง”
นาย ก. ต่อสู้ว่า ตัวนาย ก. ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็คแต่อย่างใด เพราะตนไม่ได้
ชื่อว่า “แสงรุ่งเรือง” แต่แสงรุ่งเรืองเป็นชื่อที่ตนใช้ในทางการค้าซึ่งไม่ใช่ชื่อของตน และก็ไม่ใช่
เป็นนิติบุคคลด้วย (ห้างร้านที่ไปจดทะเบียนพาณิชย์นั้น ชื่อที่ใช้ในทะเบียนพาณิชย์ไม่ใช่
นิติบุคคล ฎีกาที่ 5674/2530)
ปัญหาก็เกิดว่า ดังนี้ การที่ นาย ก. ไปเขียนด้านหลังเช็คว่า “แสงรุ่งเรือง” ถือว่า
เป็นการลงลายมือชื่อหรือไม่ ?
ศาลฎีกาตัดสินว่า อย่างนี้ ถือว่าเป็นการลงลายมือชื่อแล้ว เพราะว่าการลง
ลายมือชื่อในตั๋วเงินจะลงชื่อสมมติ , ชื่อจริง , นามแฝง , ชื่อเสียงในทางการค้า
ก็ได้ ถ้าหากมีเจตนาให้ลายมือชื่อที่ลงในตั๋วเงินนั้นเป็นของตน ถือว่า เป็นการ
ลงลายมือชื่อแล้ว จึงพิพากษาให้ นาย ก. รับผิดตามเช็ค (ฎีกาที่ 2417/2536)
- ถ้าเป็นนิติบุคคล
ผู้ที่มีอำนาจลงลายมือชื่อ หรือว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคลนั้นก็หมายความถึง ผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น
ห้างหุ้นส่วนจำกัด คนที่เป็นผู้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ก็คือ หุ้นส่วนผู้จัดการ
บริษัทจำกัด ก็เป็นบุคคลที่จดทะเบียนไว้ เช่น กรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อและประทับตรา อย่างนี้ ก็ถือเป็นการลงลายมือชื่อของนิติบุคคล
หลักเกณฑ์ข้อต่อไป
ในเรื่องตั๋วเงินนั้น การลงลายมือชื่อในตั๋วเงินสามารถลงแทนกันได้ถ้าหากว่าได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลายมือชื่อที่แท้จริง ซึ่งอันนี้จะไม่เหมือนกับหลักกฎหมายทั่วไป
โดยหลักทั่วไปแล้วกรณีเกี่ยวกับลายมือชื่อนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้ ถึงแม้เจ้าของลายมือชื่อจะอนุญาตก็ตาม
ตัวอย่างเช่น นาย ก. จะไปมอบอำนาจให้ นาย ข. ลงลายมือชื่อของนาย ก. ไม่ได้ ถ้ามอบอำนาจก็ต้องมอบอำนาจให้ นาย ข.เป็นตัวแทน แล้วนาย ข.ก็ไปลงลายมือชื่อของ นาย ข.เองในฐานะเป็นตัวแทนของ นาย ก. (คำพิพากษาฎีกาที่ 1526/2525 กับ 1020/2517 ซึ่งเป็นคดีความผิดฐานปลอมเอกสาร ไปลงชื่อแทนก็เป็นเอกสารปลอมเลย)
แต่ ! ในเรื่องตั๋วเงินตาม ปพพ. มาตรา 1008 กฎหมายจะอนุญาตให้
มีการให้สัตยาบันแก่ลายมือชื่อซึ่งลงไว้โดยปราศจากอำนาจ แต่หากไม่ถึงแก่เป็น
ลายมือปลอมได้
เพราะฉะนั้น การลงลายมือชื่อของบุคคลในตั๋วเงินนั้น สามารถจะลงแทน
กันได้ ถ้าหากว่าได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลายมือชื่อ
ตัวอย่าง
นาย ก. มอบอำนาจให้ นาย ข. ลงลายมือชื่อของ นาย ก. ในตั๋วเงินโดยให้ถือว่า
นาย ก. เป็นผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นเอง อย่างนี้สามารถทำได้ ตามบทบัญญัติใน
มาตรา 1008 ซึ่งถือว่าเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 9 นั่นเอง
ส่วนรายละเอียดจะได้กล่าวเมื่อถึงมาตรา 1008 สรุปตรงนี้ก่อนว่าในเรื่องตั๋วเงินนั้น เจ้าของลายมือชื่อสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อของเจ้าของลายมือชื่อได้ ตามบทบัญญัติในมาตรา 1008
มาตรา 900 วรรคสอง “ ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น แกงได หรือลายพิมพ์นิ้วมือ อ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินไซร้ แม้ถืงว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตาม ท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นไม่”
สำหรับการลงลายมือชื่อของบุคคลในตั๋วเงินนั้นได้กล่าวไว้แล้วว่า ต้องเป็นการ
ลงลายมือชื่อจริง ๆ
เพราะฉะนั้น ในมาตรา 900 วรรคสอง กฎหมายจึงบัญญัติไว้ชัดเจนเลยว่า ถ้าลง
เพียงแต่เครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น แกงได หรือลายพิมพ์นิ้วมืออ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินไซร้ แม้ถึงว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตาม ท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อ
ในตั๋วเงินนั้นไม่
เพราะฉะนั้นในเรื่องตั๋วเงินจะแตกต่างกับสัญญาอื่นถ้าเป็นสัญญาอื่น เช่น ไปกู้ยืม
เงินกัน ผู้กู้อ่านหนังสือไม่ออกเขียนหนังสือไม่ได้ อย่างนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสอง
สามารถที่จะพิมพ์ลายนิ้วมือแล้วมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน ลายพิมพ์นิ้วมือจะมีค่า
เสมอเท่ากับลายมือชื่อ ถือเสมือนว่า ผู้กู้ได้ลงลายมือชื่อแล้ว แต่ในเรื่องตั๋วเงินนั้น ไม่ได้ …!
จะไปลงแกงได หรือพิมพ์ลายนิ้วมือ ไม่ได้ ต้องลงลายมือชื่อจริง ๆ
ปัญหาที่เกิด คือ มาตรา 900 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติถึง “ตราประทับ”
เพราะฉะนั้น ถ้าดูบทบัญญัติในมาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า “ลายพิมพ์
นิ้วมือ แกงได ตราประทับ หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นที่ทำลงในเอกสารแทนการ
ลงลายมือชื่อ หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้วให้ถือเสมอกับลงลายมือชื่อ”
ดังนั้น ตามบทบัญญัติในมาตรา 9 วรรคสองนี้เอง ตราประทับนั้นก็มีค่าเสมือนหนึ่งเป็นเครื่องหมายอื่น ๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าจะนำมาใช้กับตั๋วเงินได้ ถึงแม้มาตรา
900 วรรคสอง จะไม่ได้บัญญัติห้ามถึงตราประทับก็ตาม แต่มาตรา 900 วรรคสอง ก็เพียง
แต่ยกตัวอย่างให้ดู ซึ่งดูหลักง่าย ๆ ขนาดลายพิมพ์นิ้วมือ ซึ่งอยู่ในตัวติดตัวเปลี่ยนแปลง
ไม่ได้ กฎหมายยังห้าม ฉะนั้น ตราประทับซึ่งไปจ้างห้างร้านทำมายิ่งกว่าหนักการพิมพ์ลายนิ้วมืออีก จะนำมาใช้กับตั๋วเงินได้หรือ อันนี้ก็ไม่ได้
ปัญหาประการต่อไป
การเข้ามาเป็นลูกหนี้ในตั๋วเงินนั้นย่อมกระทำได้ด้วยการลงลายมือชื่อในตั๋วเงินเท่านั้น ตามบทบัญญัติในมาตรา 900 เพราะฉะนั้น บุคคลใดก็ตามที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินแล้ว ก็ต้องผูกพันรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้นในฐานะลูกหนี้ ส่วนจะต้องรับผิดในฐานะใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าที่ไปลงลายมือชื่อนั้น ลงลายมือชื่อไปในฐานะใดก็รับผิดในฐานะนั้น
เพราะฉะนั้น หลักเบื้องต้นในการวินิจฉัยปัญหาตั๋วเงินดูเสียก่อนว่า มีใครลง
ลายมือชื่อ เมื่อรู้แล้วว่ามีใครลงลายมือชื่อ ก็มาดูอีกชั้นหนึ่งว่า ที่ลงลายมือชื่อนั้นลงลายมือชื่อฐานะใดก็รับผิดฐานะนั้น เช่น
- ฐานะผู้สั่งจ่าย ฐานะผู้ออกตั๋ว เพราะว่าผู้สั่งจ่ายและผู้ออกตั๋วนั้นจะเป็นบุคคลซึ่งตกเป็นลูกหนี้คนแรกในเรื่องตั๋วเงิน เป็นผู้ที่ให้กำเนิดตั๋วเงินขึ้นมา
- ต่อนั้นก็เรียกว่าผู้สลักหลังตั๋วเงินมีการสลักหลังโอนต่อไป ผู้ที่สลักหลังก็รับผิดในฐานะผู้สลักหลัง
- นอกจากนั้นก็อาจจะมีผู้รับอาวัล ก็คือบุคคลซึ่งค้ำประกันความรับผิดของลูกหนี้
ในตั๋วเงิน
- ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินกรณีผู้จ่ายเงินตามตั๋วได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเราก็จะเปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ว่าเป็น “ผู้รับรอง”
เพราะฉะนั้น ลงลายมือชื่อในฐานะใดก็รับผิดในฐานะนั้น ๆ
คำว่า “รับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงิน” เมื่อรู้แล้วว่าผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน
ต้องรับผิด แล้วรับผิดอย่างไร ? ก็รับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงิน หมายความว่า ในตั๋วเงินนั้น
มีข้อความระบุไว้อย่างไร เช่น ก. ออกเช็คสั่งจ่ายเงิน จำนวน 1 ล้านบาท คำว่าเนื้อความ
ก็คือ 1 ล้านบาท ก็ต้องรับผิด 1 ล้านบาท
แต่อย่างไรก็ดี ในเรื่องตั๋วเงินจะมีบทบัญญัติอยู่หลายมาตราที่ตัวลูกหนี้ในตั๋วเงิน
สามารถที่จะจำกัดความรับผิดของตนเองได้ เพราะฉะนั้น ถ้าหากมีข้อความจำกัดความ
รับผิดของตนเองในตั๋วเงิน ความรับผิดของลูกหนี้คนนั้น ก็จะต้องเป็นไปตามข้อจำกัด
ความรับผิดของเขา เช่น ตั๋วแลกเงินสั่งจ่ายเงิน 1 ล้านบาท ผู้สลักหลังโอนตั๋วเขียนว่า ข้าพเจ้าขอรับผิดเพียง 5 แสนบาท ดังนี้ ความรับผิดของผู้สลักหลังก็มีเพียง 5 แสนบาท เพราะข้อความที่เขียนนั้น มาตรา 915 อนุญาตให้เขียนลงในตั๋วแลกเงินได้
หรือในเรื่องตั๋วแลกเงิน ปกติแล้วในชั้นต้นผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินยังไม่อยู่ในฐานะ
เป็นลูกหนี้ ไม่มีความรับผิดอย่างใดในตั๋วแลกเงิน
เช่น ก. ออกตั๋วแลกเงินสั่ง ข. จ่ายเงินแก่ ค. แล้ว ค. เอาตั๋วแลกเงินไปยื่นให้ ข.จ่ายเงิน ข.ไม่ยอมจ่าย
ถามว่า ค. จะฟ้อง ข. ให้รับผิดใช้เงินตามตั๋วแลกเงินได้หรือไม่ ดังนี้ ก็ไม่ได้ เพราะ ข. ไม่ได้ลงลายมือชื่อ ซึ่งผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินจะตกเป็นลูกหนี้ต่อเมื่อได้ทำการรับรองตั๋ว การรับรองตั๋วก็คือ ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินนั้นลงลายมือชื่อในตั๋วตามมาตรา 937 ที่บัญญัติว่า “ผู้จ่ายได้ทำการรับรองตั๋วแลกเงินแล้ว ย่อมต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตน”
แต่อย่างไรก็ดี กฎหมายได้ให้สิทธิแก่ผู้จ่ายเงินตามตั๋วว่า ถ้าทำการรับรองตั๋วนั้น
จะรับรองแต่เพียงบางส่วนก็ได้ตามมาตรา 935 เช่น ผู้จ่ายเงินตามตั๋วทำการรับรองตั๋ว
แล้วระบุว่า ขอรับรองเพียงวงเงิน 5 แสนบาท ดังนี้ ความรับผิดของผู้รับรอง (ผู้จ่ายเงิน)
ก็เป็นไปตามนั้น อันนี้ คือ เนื้อความในตั๋ว
กรณีผู้รับอาวัล มาตรา 938 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ตั๋วแลกเงินจะมีผู้ค้ำประกัน
รับประกันการใช้เงินทั้งจำนวนหรือแต่บางส่วนก็ได้ ซึ่งท่านเรียกว่า “อาวัล”
เพราะฉะนั้น ผู้รับอาวัลอาจรับผิดแต่เพียงบางส่วนก็ได้
เช่น นาย ก. ออกเช็คจำนวน 1 ล้านบาท ชำระหนี้ ข. แต่นาย ข. ไม่เชื่อเครดิต
ของนาย ก. จึงให้หาบุคคลมาประกันความรับผิดของ ก. ซึ่งในตั๋วเงินเราจะเรียกว่า
“ผู้รับอาวัล” นาย ก.จึงเอานายหนึ่งมาเป็นผู้รับอาวัล แล้วนายหนึ่งระบุว่า ตกลงเข้ารับอาวัลนาย ก. ในวงเงิน 5 แสนบาท ดังนี้ ถ้าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ความรับผิดของผู้รับอาวัลก็มีเพียง 5 แสนบาท ไม่ใช่ 1 ล้านบาท เพราะความรับผิดจะต้องเป็นไปตามเนื้อความในตั๋วเงิน ก็คือจะต้องดูว่าตั๋วเงินนั้นมีข้อความอย่างไร มีข้อจำกัดความรับผิดของ
ลูกหนี้ไว้อย่างไรหรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามเนื้อความนั้น
อันนี้ ก็คือหลักเกณฑ์ในเรื่องตั๋วเงิน คือ มุ่งดูบุคคลที่ลงลายมือชื่อ
เคยมีปัญหาว่า กรณีที่มีการปลอมลายมือชื่อของบุคคลในตั๋วเงิน อันนี้ แน่นอนว่า
เจ้าของลายมือชื่อที่แท้จริงไม่ต้องรับผิด เพราะไม่ได้ลงลายมือชื่อ
ปัญหาก็คือว่า คนที่ปลอมจะต้องรับผิดหรือไม่ ดังนี้ ผู้ปลอมลายมือชื่อผู้อื่นต้อง
รับผิด เพราะถึงจะปลอมอย่างไร ก็เป็นลายมือชื่อของผู้ปลอมนั่นเอง ถือว่าบุคคลนั้นลง
ลายมือชื่อในตั๋วเงิน (เคยออกสอบเนติสมัย 48)
เพราะฉะนั้น เรามุ่งอย่างเดียวว่าลายมือชื่อที่เขียนในตั๋วเงินนั้น เป็นลายมือชื่อ
ของบุคคลใด บุคคลนั้นก็จะต้องรับผิดความเนื้อความในตั๋วเงินนั้น
ในเรื่องตั๋วเงินนั้น มาตรา 900 เกี่ยวกับเรื่องความรับผิดในตั๋วเงิน คือ เรื่องตั๋วเงินนั้นผู้ที่จะเข้ามาผูกพันเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินโดยเฉพาะในฝ่ายลูกหนี้ก็สามารถกระทำได้ด้วยการลงลายมือชื่อ และตามมาตรา 900 นั้น ผู้ที่จะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงิน ก็เฉพาะแต่บุคคลผู้ลงลายมือชื่อ ดังนั้น ผู้ที่เป็นคนเขียนกรอกรายการต่าง ๆ ในตั๋วเงินบุคคลเหล่านี้ไม่มีความรับผิดในตั๋วเงิน ตัวผู้ทรงหรือเจ้าหนี้ในตั๋วเงินจะไปฟ้องบุคคลต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ ซึ่งจะฟ้องได้แต่เฉพาะบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินเท่านั้น
ผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นต้องเป็นเจ้าของบัญชีตามเช็คนั้นหรือไม่
ในมาตรา 900 กฎหมายเอาผิดแก่ผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ดังนั้น เราจึงไม่
คำนึงว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นเป็นเจ้าของบัญชีตามเช็คนั้นหรือไม่
ก็หมายความว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คนั้น ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่ใช่เจ้าของบัญชีหรืออาจจะไปขอยืมแบบพิมพ์เช็คของบุคคลอื่นมาลงลายมือชื่อสั่งจ่ายก็ตาม บุคคลนั้นก็จะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 1734/2515 กับ 1853/2511)
คำพิพากษาฎีกาที่ 854/2523 ปรากฏว่าตัวจำเลยนั้นซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามเช็ค ตัวจำเลยคนนี้ตอนไปเปิดบัญชีกระแสรายวันกับทางธนาคารนั้น ชื่อที่ใช้ในการเปิดบัญชีใช้ชื่อเป็นภาษาจีน ทั้งที่ตัวเองก็มีชื่อเป็นภาษาไทยด้วย
คดีเรื่องนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยโดยระบุชื่อจำเลยมาในฟ้องว่า “นายทวีศักดิ์” แต่ปรากฏว่า
เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายนั้น จำเลยเซ็นชื่อเป็นภาษาจีนว่า “นายพูเอี้ยน” ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ตัวนายทวีศักดิ์ กับ ตัวนายพูเอี้ยน เป็นบุคคลคนเดียวกัน ดังนี้ก็ถือว่าบุคคลนั้นลงลายมือชื่อในตัวเงินแล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “จำเลยที่ออกเช็คนั้น แม้จะใช้ชื่อบัญชีธนาคารเป็นอย่างอื่นก็ตาม แต่เมื่อได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งธนาคารให้จ่ายเงินตามเช็คแล้วก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น”
ผู้ที่ลงลายมือชื่อในเช็คภายหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว
เมื่อกล่าวถึงเรื่องการลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นก็เคยมีปัญหาข้อกฎหมายขึ้นสู่การ
พิจารณาของศาลฎีกาเรื่องหนึ่งปัญหาก็คือว่า กรณีที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว แล้วก็มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดไปลงลายมือชื่อในเช็คนั้นอีก
ถามว่า ผู้ที่ลงลายมือชื่อในเช็คภายหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วนั้น
จะต้องรับผิดตามเช็คนั้นหรือไม่ ?
ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว ผู้ทรงเช็คก็ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เพื่อไปจับกุมผู้ที่สั่งจ่ายเช็คในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.ฯ เช็ค เมื่อไปที่บ้านผู้สั่งจ่ายเช็ค ปรากฏว่าไม่พบตัวผู้สั่งจ่ายแต่พบบิดาของผู้สั่งจ่าย แล้วบิดาของผู้สั่งจ่ายก็เกรงว่าตัวผู้สั่งจ่ายซึ่งเป็นบุตรของตนนั้นจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จึงให้คำรับรองแก่ตัวผู้ทรงเช็คว่าจะรับผิดใช้เงินตามเช็คให้ แล้วตนได้ลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็ค
ถามว่า บิดาของผู้สั่งจ่ายเช็คจะต้องรับผิดตามเช็คนั้นหรือไม่ ?
ปัญหานี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “เช็คนั้นถึงแม้ว่าธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงิน
แล้ว เช็คนั้นก็ยังคงมีสภาพเป็นเช็คอยู่ สภาพของเช็คหาได้สูญเสียไปไม่ ดังนั้น
บุคคลใดก็ตามที่ไปลงลายมือชื่อในเช็ค แม้จะลงลายมือชื่อภายหลังจากธนาคาร
ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น ตามมาตรา
900” อันนี้ให้จำไว้ให้ดี อย่าไปคิดว่าเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว เช็คนั้น
โอนต่อไปไม่ได้ ไม่ใช่นะ เช็คนั้นคงโอนต่อไปได้ เพราะฉะนั้น บุคคลใดไปลงลายมือชื่อ
ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คตามมาตรา 900 เช่นกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 5766/2537
กับ 313/2521)
เคยมีคดีแปลกๆ เกิดขึ้นมาเรื่องหนึ่ง
คือ คดีเรื่องนี้ โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็ค โดยจำเลยที่ 1
ออกเช็คระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน แล้วขีดฆ่า คำว่า “หรือผู้ถือ” ในแบบพิมพ์เช็คออก
ตอนที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น โจทก์ไม่เชื่อเครดิตของจำเลยที่ 1
ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงขอให้เพื่อนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีฐานะดีลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็ค
เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ก็นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธจ่ายเงิน
ตามเช็ค
ถามว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์หรือไม่ ในฐานะใด ?
ดูแล้วเป็นปัญหาง่าย ๆ แต่ ! ไม่ง่าย…
จุดที่ง่าย ก็คือ จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย
ตามมาตรา 900 มาตรา 914 ประกอบ มาตรา 989
ส่วนจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดหรือไม่ จะต้องรับผิดฐานะอะไร ? อันนี้ค่อนข้างยาก…
ถ้าดูมาตรา 900 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็ค ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น
แต่จะรับผิดในฐานะใด อันนี้หาข้อหาไม่เจอ แล้วที่ไม่เจออย่างไร ให้ดูเป็นลำดับไป คือ
เช็คฉบับนี้ เป็นเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน การที่จำเลยไปลงลายมือชื่อสลักหลังเช็ค
จึงไม่ใช่ผู้รับอาวัลตามมาตรา 921 (ซึ่งถ้าเป็นเช็คชนิดผู้ถือ แล้วไปลงลายมือชื่อสลักหลัง
บุคคลนั้นจะต้องรับผิดในฐานะผู้รับอาวัล แต่นี่เป็นเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน การที่จำเลยที่ 2
ไปลงลายมือชื่อด้านหลังเช็ค จึงไม่ใช่ผู้รับอาวัลตามมาตรา 921
แล้วจำเลยที่ 2 ไปลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็ค ซึ่งไม่ได้ลงในด้านหน้า หากลง
ลายมือชื่อไว้ด้านหน้าเฉย ๆ นั้น ในมาตรา 939 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติว่า “อนึ่งเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัลในด้านหน้าแห่งตั๋วเงิน ท่านก็จัดว่าเป็นคำรับอาวัลแล้ว…” ดังนี้
ถ้าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าเช็ค จำเลยที่ 2 ก็รับผิดฐานะผู้รับอาวัล แต่คดีนี้
จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่ด้านหลัง เพราะฉะนั้น ก็ไม่เข้ามาตรา 939 วรรคสาม จึงไม่ใช่
ผู้รับอาวัล ตามบทบัญญัติดังกล่าว
กรณีดังนี้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ในฐานะสลักหลังหรือที่เรียกว่าสลักหลังลอยเพราะว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยเป็นผู้ทรงมาก่อน ซึ่งถ้าคดีนี้เปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็ค
ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงิน แล้วขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออก แล้วจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็ค ชำระหนี้แก่โจทก์ อย่างนี้ จำเลยที่ 2 จึงจะเป็นผู้สลักหลังลอยเพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทรงมาก่อน
เพราะฉะนั้น ดู ปพพ. ลักษณะตั๋วเงินทั้งหมดแล้วหาข้อหาให้จำเลยไม่ได้
ศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่จึงวินิจฉัยว่า “ถือว่าจำเลยที่ 2 สมัครใจที่จะผูกพัน
ต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงในอันจะรับผิดตามข้อความในเช็คอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1
ผู้สั่งจ่ายด้วยการลงลายมือชื่อตามมาตรา 900”
จะเห็นว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น ไม่ว่า
ในฐานะอะไร ถ้าหาฐานะไม่ได้ก็เหมารวมอยู่ในมาตรา 900 เลย ถือว่าสมัครใจยอมรับผิดเป็นอย่างเดียวกับผู้สั่งจ่ายด้วยการลงลายมือชื่อ
(ปัญหานี้ออกเป็นข้อสอบผู้ช่วยคราวที่แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ 3788/2524 กับ 4872/2533)
ที่กล่าวมาเป็นเรื่องของหัวข้อแรก “บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ย่อมจะต้องรับผิด
ตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น”
Username :
Password :
เลือกประเภท:
[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์]
สมัครใช้งาน | ลืม Username/Password?