หัวข้อ : ภาระการพิสูจน์ การรับฟังพยานหลักฐาน การยื่นพยานหลักฐาน การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญา
หมวดหมู่ :





มาตรา 228 กรณีที่ศาลสืบพยานเพิ่มเติมโดยพลการ เช่น คดีอาญา เมือสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกสำนวนคดีอื่นมาปะกอบการพิจารณาก็เป็นการสืบพยานเพิ่มเติมนั่นเอง ศาลย่อมมีอำนาจโดยพลการเรียกมาประกอบการพิจารณาโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดอ้างตามมาตรา 228 /ศาลตัดพยานโจทก์ปากผู้เสียหายเพราะไม่สามารถนำพยานมาศาลได้ แต่เมื่อการพิจารณายังไม่เสร็จ โจทก์เอาตัวผู้เสียหายมาศาลได้ก่อนสืบพยานจำเลยกรณีไม่ใช่โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานปากนี้แล้ว โจทก์ไม่หมดสิทธิที่จะสืบพยานปากนี้ โจทก์พยายามนำพยานปากนี้มาสืบ เมื่อผู้เสียหายไม่มา ก็แถลงว่าผู้เสียหายหลีกเลี่ยง ศาลออกหมายจับผู้เสียหาย และโจทก์แถลงว่าผู้เสียหายเป็นพยานคู่กับ ร.ต.ท. ภ. แสดงว่าโจทก์มิได้เอาเปรียบจำเลยในการดำเนินคดีแต่อย่างใด /คดีที่ไม่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ เมือข้อเท็จจริงตามฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แตกต่างกับรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งปรากฏว่าจำเลยมิได้กระทำผิด ศาลย่อมไม่แน่ใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงหรือไม่ กรณีเช่นนี้ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้มีการสืบพยานเพิ่มเติมเองได้ จะยกฟ้องไปเสียทีเดียวไม่ได้ /อำนาจศาลที่จะสืบพยานเพิ่มเติมโดยพลการตามมาตรา 228 นำไปใช้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หากเป็นเรื่องในชั้นพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังบันทึกคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้เมื่อศาลเห็นว่ามีเหตุจำเป็นหรือมีเหตุอันสมควร (มาตรา 226/5) /กรณีที่ศาลสืบพยานเพิ่มเติมโดยคู่ความฝ่ายใดร้องขอ เช่น ศาลไปตรวจที่เกิดเหตุตามคำขอของจำเลย แม้จำเลยจะขอเมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จจนแถลงหมดพยานแล้วก็ดี ศาลก็มีอำนาจรับฟังการตรวจสถานที่เกิดเหตุมาวินิจฉัยคดีได้ /คดีอยู่ระหว่างกาพิจารณาสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างตนเองเป็นพยานแล้ว เมื่อโจทก์ขออนุญาตเบิกความเป็นครั้งที่สอง ไม่จำต้องยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะอนุญาตได้ตามมาตรา 228 คำเบิกความของโจทก์ครั้งที่สองจึงชอบด้วยกฎหมาย

          มาตรา 232 ที่ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานก็แต่เฉพาะจำเลยในคดีเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้อง เช่น บทบัญญัติมาตรา 232 ซึ่งห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงจำเลยในคดีเดียวกัน แต่ น. มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 232 หรือ ส. ถูกฟ้องว่ารวมกันฆ่าผู้ตายด้วย แต่เป็นคนละสำนวนกับคดีนี้ การที่โจทก้าง ส. เป็นพยานจึงมิใช่กรณีที่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานตามมาตรา 232 คำเบิกความของ ส.จึงรับฟังได้ แต่จะเชื่อฟังได้เพียงใดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง /คำซัดทอดของผู้กระทำผิดด้วยกันแต่มิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยไม่อยู่ในบังคับต้องห้ามตามมาตรา 232 เช่น คำให้การของ ส. ซึ่งเป็นผู้กระทำผิด ที่พาดพิงถึงจำเลยมีลักษณะเป็นการซัดทอด แต่ก็ใช่ว่าจะรับฟังไม่ได้เสียทีเดียว ทั้ง ส. มิใช่จำเลยนคดีนี้จึงมิใช่เป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน โจทก์จึงอ้างบุคคลดังกล่าวมาเป็นพยานในคดีนี้ได้ และคำเบิกความของ ส. ในฐานะพยานชั้นศาล ก็ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน เพราะพยานมาเบิกความด้วยตนเองโดยตรงต่อศาล หาใช่พยานบอกเล่าแต่อย่างใดไม่ หรือ มาตรา 232 ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน เมื่อ ด. มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนพยานต่างๆ ในคดีนี้แล้ว แม้ ด. จะเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยในคดีนี้และถูกฟ้องเป็นจำเลยอีกคดีหนึ่ง และพนักงานสอบสวนมิได้สอบสวน ด. ไว้ในฐานะพยาน โจทก์ก็ชอบที่จะอ้าง ด. เป็นพยานเพราะถือว่าได้มีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แพยานโจทก์ที่เบิกความในศาลไม่จำเป็นต้องเป็นพยานในชั้นสอบสวนย่อมรับฟังคำเบิกความของ ด. ลงโทษจำเลยได้ หรือ มาตรา 232 ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานเท่านั้น ส่วนบุคคลที่อาจเป็นจำเลยด้วยแต่หากโจทก์กันไว้เป็นพยานนั้น หาต้องห้ามตามมาตรานี้ไม่ /คำพยานจำเลยด้วยกันในคดีเดียวกัน จะนำมาฟังลงโทษจำเลยด้วยกันมิได้ เช่น ในคดีอาญา ศาลจะฟังคำเบิกความของจำเลยคนหนึ่งซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานมาลงโทษจำเลยอีกคนหนึ่งไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยคนนั้นเท่านั้น /จำเลยคนที่โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์อ้างมาเป็นพยานโจทก์ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 232 /การที่ศาลนำคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยมารับฟังประกอบการวินิจฉัยพยานจำเลยเพื่อให้เห็นข้อแตกต่างระหว่างคำของจำเลยในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาไม่ต้องห้ามตามมาตรา 232 เช่น คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่พนักงานสอบสวนทำไว้โดยชอบย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาได้ตามมาตรา 134 การที่ศาลนำคำให้การดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยพยานจำเลย เพื่อแสดงให้เห็นว่าคำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนเท่านั้น หาได้อาศัยเพื่อนำมาลงโทษจำเลยไม่ กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการอ้างจำเลยเป็นพยานโจทก์ จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 232

 

ตัวอย่าง

          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 50,000 บาท ครั้งที่สองจำนวน 100,000 บาท ได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว ปรากฏตามข้อความในสำเนาสัญญากู้สองฉบับที่แนบมาท้ายฟ้องมีกำหนดชำระหนี้คืนภายใน 1 ปี บัดนี้ครบกำหนดตามสัญญาทั้งสองฉบับแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่าในการกู้เงินครั้งแรกจำเลยได้รับเงินเพียง 45,000 บาท เพราะโจทก์คิดดอกเบี้ย 5,000 บาท และหักดอกเบี้ยเอาไว้เลย ส่วนครั้งที่สอง จำเลยกู้เงินเพียง 50,000 บาท แต่โจทก์นำหนี้ในสัญญากู้ฉบับแรกมารวมและทำเป็นสัญญากู้ฉบับที่สอง โดยบอกว่าเพื่อความสะดวกและจะทำลายสัญญากู้ฉบับแรก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้อง

            ให้วินิจฉัยว่า จำเลยจะขอสืบพยานบุคคลตามข้อเท็จจริงที่ต่อสู้ไว้ในคำให้การได้หรือไม่  

 

                                                                                ธงคำตอบ

            ประเด็นพิพาทในคดีเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญากู้เงินเกินห้าสิบบาท จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง และห้ามรับฟังพยานบุคคลที่จะนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในพยานเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข)

            ข้อต่อสู้ของจำเลยตามสัญญากู้ฉบับแรกอ้างว่า จำเลยได้รับเงินไม่ครบ เนื่องจากโจทก์หักดอกเบี้ยไว้เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร การไม่ได้รับเงินเนื่องจากเหตุดังกล่าวไม่มีผลทำให้สัญญากู้ไม่สมบูรณ์แต่อย่างใดและจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยอ้างว่ามีการหักไว้ก็ไม่เกินอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีตามที่กฎหมายกำหนด การสืบพยานบุคคลตามข้อต่อสู้ของจำเลยจึงต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 779/2497 และ 1452/2511)

            ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยตามสัญญากู้ฉบับที่สอง เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้ตามสัญญากู้ มิใช่การสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร แต่เป็นการนำสืบว่า โจทก์ได้นำหนี้ตามสัญญากู้ฉบับแรกมารวมไว้ในสัญญากู้ฉบับที่สองแล้ว การที่โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญากู้ทั้งสองฉบับ จึงเป็นการฟ้องชำระหนี้รายเดียวซ้ำกัน จำเลยสามารถนำสืบพยานบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 522/2505)

 

ตัวอย่าง

          เจ้าพนักงานตำรวจจับนายเล็กได้พร้อมเฮโรอีนของกลางจำนวนหนึ่ง นายเล็กให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่า ซื้อเฮโรอีนของกลางมาจากนายใหญ่ เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอหมายจับตัวนายใหญ่มาดำเนินคดีด้วย นายใหญ่ให้การปฏิเสธ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเล็กและนายใหญ่เป็นจำเลยในคดีเดียวกันโดยฟ้องนายเล็กฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองและฟ้องนายใหญ่ฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของนายเล็กเป็นพยานหลักฐานต่อศาล

           ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับฟังบันทึกคำให้การของนายเล็กเป็นพยานหลักฐานยันจำเลยทั้งสองได้หรือไม่เพียงใด                                                   

                                                                                ธงคำตอบ

คำให้การชั้นสอบสวนของนายเล็ก แม้จะเป็นพยานบอกเล่า และพยานซัดทอด แต่ก็เป็นพยานหลักฐานที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยในคดีนี้มีความผิดหรือบริสุทธิ์ จึงอ้างเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ในส่วนที่เป็นคำให้การรับสารภาพนั้น แม้จะเป็นพยานบอกเล่าแต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 (1) ก็บัญญัติให้เห็นว่าสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาของศาลได้ และในส่วนที่เป็นคำซัดทอดนายใหญ่ ก็มิได้มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้รับฟัง ทั้งกรณีก็มิใช่เป็นการที่โจทก์อ้างตัวนายเล็กมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 และจากข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่ามีการจูงใจ ให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือกระทำโดยมิชอบ ให้นายเล็กให้การเช่นนั้นแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ศาลจึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของนายเล็กเป็นพยานหลักฐานยันจำเลยทั้งสองได้

            แต่เนื่องจากพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นทั้งพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด ซึ่งมีโอกาสจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความจริงได้มากศาลจึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง โดยลำพังยังไม่มีน้ำหนักให้เชื่อเป็นยุติได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ทั้งพยานหลักฐานประกอบอื่นนั้น ต้องเป็นพยานหลักฐานอื่นที่รับฟังได้ มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ทั้งจะต้องมีคุณค่าเชิงพิสูจน์ที่สามารถสนับสนุนให้พยานหลักฐานอื่นที่ไปประกอบมีความน่าเชื่อถือรับฟังได้มั่นคงหนักแน่นมากขึ้นด้วย

 

กรณีอื่นๆ

-          กรณีที่โจทก์อ้างภาพถ่ายห้องพิพาทเป็นพยานถือว่าเป็นภาพจำลอง หรือ ภาพถ่ายรถยนต์ของโจทก์ที่โจทก์อ้างประกอบคดีนั้น เป็นภาพจำลองวัตถุ ไม่ใช่พยานเอกสารอันจะต้องส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานดังบังคับไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 90 ดังนั้นโจทก์ผู้อ้างจึงไม่ต้องส่งสำเนาให้แก่จำเลยก่อนวันสืบพยาน

-          ข้อกฎหมายดังกล่าวต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบ หรือมีกฎหมายบังคับให้ต้องแสดง ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายไม่ได้ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ชายตลิ่งหรือไม่ศาลไปเดินเผชิญสืบที่ดินพิพาทเป็นไปตามที่โจทก์จำเลยนำสืบต่อสู้ในประเด็นว่าฝ่ายใดครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นจากการเดินเผชิญสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ชายตลิ่ง จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ที่ศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ชายตลิ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

-          ชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานของตนในคดีนี้ไว้แล้วทั้งเรื่องการที่โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในวันนัดสืบพยานโจทก์เป็นวันแรกแม้บัญชีระบุพยานดังกล่าวจะมิได้แถลงต่อศาลว่าเป็นการระบุพยานเพิ่มเติมและมิได้ส่งสำเนาให้แก่จำเลยก็ตามศาลก็ชอบที่จะรับบัญชีระบุพยานของโจทก์ไว้ได้ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ มาตรา 88 และ ป.วิ.อ. มาตรา 226

-          ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุดังที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ วรรคแรก พนักงานอัยการย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งสืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นกรณีที่ผู้ที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่หรือไม่ ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ วรรคสี่ ก็ให้ศาลสามารถมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานและอ่านคำเบิกความของพยานให้พยานฟังนั้นฟังได้แม้ผู้ต้องหาจะไม่ถูกจับกุมหรือถูกควบคุมตัวอยู่

เขียนโดย Warapong Juntanapun





ภาระการพิสูจน์ การรับฟังพยานหลักฐาน การยื่นพยานหลักฐาน การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญา | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3257 ครั้ง
ลงวันที่ 07/02/2014 12:16:58





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน