หัวข้อ : เหตุสมควรเพียงพอที่จะสั่งคุ้มครองประโยชน์ ฎีกาที่ 1161/2551
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ





คำพิพากษาฎีกาที่ 1161/2551 ***(อาจารย์เน้น) คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 103403 เนื้อที่ 5 ไร่ 12 ตารางวา และบ้านเลขที่ 20/1, 20/5 และ 20/10 (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นบ้านเลขที่ 236, 240 และ 242) ซึ่งปลูกบนที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 103403 และบ้านเลขที่ 20/5 แก่จำเลยมีกำหนดไถ่ถอนภายใน 1 ปี เป็นเงิน 23,400,000 บาท แล้วโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ไถ่ถอนภายในกำหนด บ้านเลขที่ 20/1 และ 20/10 ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 อยู่ และนางมะลิภรรยาของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 75892 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 ตารางวา โจทก์ที่ 2 ได้ปลูกบ้าน 2 หลัง เลขที่ 1/4 บนที่ดินดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากนางมะลิ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540 นางมะลิทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 75892 แก่จำเลย ในราคา 10,400,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 1 ปี แล้วนางมะลิไม่ได้ไถ่ถอนภายในกำหนด บ้านเลขที่ 1/4 ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 อยู่ โจทก์ทั้งสองได้เจรจาขอชำระค่าใช้ที่ดินเฉพาะส่วนที่บ้านทั้งสี่หลังปลูกอยู่แต่จำเลยไม่ยินยอม เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยมีหน้าที่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสองโดยโจทก์ที่ 1 ยอมชำระค่าใช้ที่ดินแก่จำเลยเดือนละ 5,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ยอมชำระค่าใช้ที่ดินแก่จำเลยเดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย(บ้านทั้งสี่หลังหมายถึงบ้านเลขที่ 20/1,20/10 ของ โจทก์ที่ 1 และบ้านเลขที่ 1/4 ของโจทก์ที่ 2 จำนวน 2 หลัง)
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสอง และยื่นคำร้องว่าตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองนั้นโจทก์ทั้งสองจะเป็นฝ่ายชนะคดี แต่เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีกำลังจะรื้อถอนบ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสองในคดีที่จำเลยฟ้องให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนบ้านทั้งสี่หลังออกไปจากที่ดินของจำเลย หากมีการรื้อถอนบ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสองออกไป บ้านดังกล่าวจะกลายเป็นเศษอิฐเศษปูน ไม่สามารถที่จะนำไปปลูกสร้างบ้านใหม่ได้อีก ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างการพิจารณาโดยมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการรื้อถอนบ้างทั้งสี่หลังไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า มีเหตุผลเพียงพอที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา หรือเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีตามคำพิพากษา(ข้อความนี้ขอย้ำอีกว่า ท่องให้ได้) คดีนี้โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 103403 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 20/5 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร แก่จำเลย แล้วไม่ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนภายในกำหนด ส่วนนางมะลิทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 75892 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร แก่จำเลย แล้วไม่ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนภายในกำหนดเช่นเดียวกัน ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ดินของนางมะลิดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ที่ดินของจำเลยส่วนที่โจทก์ทั้งสองปลูกบ้านทั้งสี่หลักตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสอง เมื่อพิเคราะห์ถึงรูปคดีแล้ว ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาตามที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย” พิพากษายืน

สรุป ฎีกานี้ศาลฎีกาเห็นว่า ยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะส
ั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณา อ่านให้เข้าใจ ฎีกานี้การขายฝากที่ดินแล้วไม่ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนภายในกำหนดที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสอง แต่คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ว่าไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ที่ดินที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามสัญญาขายฝาก ส่วนที่โจทก์ทั้งสองปลูกบ้านทั้งสี่หลักตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสอง คือ ที่ดินไม่เป็นภาระจำยอมของบ้าน จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสอง (บ้านของโจทก์จะต้องถูกรื้อถอนออกไป)



เหตุสมควรเพียงพอที่จะสั่งคุ้มครองประโยชน์ ฎีกาที่ 1161/2551 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1883 ครั้ง
ลงวันที่ 11/02/2014 13:47:10





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน