หัวข้อ : ธรรมะกับนักกฎหมาย
หมวดหมู่ :





     ธรรมะที่นักกฎหมายควรมี คือ พรหมวิหาร 4 อันประกอบด้วย
  1.  เมตตา                 ปรารถนาให้เขามีความสุข
  2.  กรุณา                  ปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์
  3.  มุทิตา                  พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดี
  4.  อุเบกขา               ทำใจเป็นกลาง วางเฉย

            โดยเฉพาะเมตตา กรุณา นักกฎหมายควรมีธรรมะ 2 ข้อนี้อยู่เป็นประจำ ก็จะสามารถทำงานได้ดี อาชีพนักกฎหมายค่อนข้างจะพิเศษมากคล้ายกับนักบวช การบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาก็เพื่อทำลายความรู้สึกเห็นแก่ตัว และการปฏิบัติของเราก็เพื่อให้รู้จักธรรมะตามความเป็นจริงของสรรพสิ่งเพื่อบรรลุพระอรหันต์ ซึ่งมีจิตใจที่สะอาด บริสุทธิ์ไม่เห็นแก่ตัว

            ในสมัยพุทธกาลเมื่อพรรษาหนึ่งผ่านไป มีพระอรหันต์สาวก 60 องค์ รวมทั้งพระพุทธเจ้าเป็น 61 องค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

                        “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์

                        พวกเธอ จงเที่ยวจาริกไป  เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่ทวยเทพ และมนุษย์ทั้งหลาย

                        พวกเธอ อย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น (ศีลสิกขา) งามในท่ามกลาง (สมาธิสิกขา) งามในที่สุด (ปัญญาสิกขา) จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ให้ครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์

                        สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลี คือกิเลส ในจักษุน้อยมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี

                        ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  แม้เราก็จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม”

            นี้เป็นชีวิตของพระอรหันต์ทั้งหมดได้ทำหน้าที่พรหมจรรย์ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่พระอรหันต์ต้องทำงาน นักกฎหมายก็ควรดำเนินตามรอยชีวิตพระอรหันต์ หรือ อริยบุคคล

พระอริยบุคคลเบื้องต้นคือพระโสดาบัน ตัวอย่างคือ นางวิสาขา เมื่ออายุ ๗ ขวบ ได้ฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นโสดาบัน พอถึงอายุ ๑๖ ขวบ พ่อแม่หาสามีให้ แต่งงานมีครอบครัว มีลูกผู้ชาย ๑๐ คน ผู้หญิง ๑๐ คน รวมเป็น ๒๐ คน นางวิสาขาเป็นอริยบุคคลที่เป็นฆราวาสที่มีครอบครัว นักกฎหมายควรศึกษาชีวิตของพระโสดาบันนี้ ชีวิตของนางวิสาขา เป็นตัวอย่างของโสดาบันที่เป็นฆราวาสมีครอบครัวได้ เมื่อเป็นโสดาบันแล้วไม่เห็นแก่ตัวมาก  ตั้งมั่นอยู่ในศีล ๕ บริสุทธิ์ โสดาบันมีศีลสะอาด  ศีลมั่นคง  เมื่อพูดถึงการรักษาศีล ศีลอย่างหยาบๆคือรักษากฎหมายบ้านเมือง รักษาระเบียบกติกาของสังคม รักษาขนบธรรมเนียมที่ดีงาม ชีวิตของเราทั่วๆไป ประกอบอาชีพอะไรก็ตามเรามักจะมีความโลภ อยากมี อยากรวย  มนุษย์ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า เราจะมีความสุขเมื่อมีเงินมาก  ยิ่งมีเงินมากเท่าไรก็มีความสุขเพิ่มขึ้น และนี้เป็นเหตุที่ทุกคนแสวงหาเงินทองเพื่อจะรวยมากขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข แม้จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

 เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๒ มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (New Economics Foundation) ของประเทศอังกฤษได้สรุปผลวิจัยเรื่องความสุขว่าหลังจากมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว การใช้จ่ายเงินเพื่อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มจะไม่ได้ทำให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความสุขไม่ได้ผันแปรไปตามปริมาณของทรัพย์สินเงินทอง  สรุปแล้ว เงินทองจำเป็นสำหรับชีวิต เป็นปัจจัยหนึ่งในการแสวงหาความสุขได้ก็จริง แต่ปัจจัยแห่งความสุขสามารถเกิดขึ้นได้จาก

  1. การมีความรัก  การมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง คนในครอบครัว พ่อ แม่ เพื่อนๆ และกับมนุษย์ทุกคน
  2. การมีการสังเกต  ความสุขเกิดขึ้นได้จากการสังเกต สังเกตธรรมชาติ สังเกตสิ่งมีชีวิต สังเกตตัวเอง ซึ่งเป็นการปฎิบัติธรรมเพื่อรู้ตามความเป็นจริง จนเกิดผลเป็นวิปัสสนา ทำให้มองเห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตใจปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างได้ จนสำเร็จเป็นอริยมรรค อริยผล
  3. การมีการศึกษา เป็นการหาความรู้ใหม่เพื่อเพิ่มความรู้เป็นปัจจัย ความสุข
  4. การให้ความช่วยเหลือทางสังคม

เพระฉะนั้นนักกฎหมายต้องพิจารณาว่าชีวิตการทำงานเพื่อรวยหรือเพื่ออะไร การกระทำเพื่อรวยนั้นผิดพลาด และผิดศีลบ้างไหม ถ้าเราได้เงินมากความสุขก็ไม่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามมนุษย์ทุกคนควรพิจารณาว่า เรื่องเงินทองจำเป็นต่อความเป็นอยู่  การอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียงก็มีความสุขกายสุขใจได้

นักกฎหมายเป็นปุถุชน   ย่อมมีอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้นได้ อาจเกิดจากปัญหาส่วนตัว ปัญหาการทำงานที่เข้ามา แต่ถ้าเราสามารถทำได้โดยจิตใจปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมงก็จะทำให้จิตใจสบายมีความสุขใจได้ เมื่อเราปฏิบัติจริงๆแล้วก็จะเป็นอิสระจากปัญหาต่างๆ

อนามัยโลกรายงานว่าปัจจุบันนี้คนเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น ประมาณ ๑๐% และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรคซึมเศร้าเป็นโรคลำดับที่สี่ในห้าโรคร้าย ซึ่งเกิดจากปัญหาทางด้านจิตใจ ไม่สบายใจ ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน สาเหตุมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกนึกคิด

ปัจจุบันโรคซึมเศร้าเป็นมากขึ้นเพราะการพัฒนาทางเทคโนโลยี เช่นอินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ โทรศัพท์ ทำให้คนในสังคมอยู่กับสิ่งเหล่านี้มาก การพูดคุยกันน้อยลง เพื่อไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น อาจจะทำสมาธิประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนนอนทุกคืน  เพื่อทำจิตใจให้สงบและถามตัวเองว่าต่อไปนี้หยุดคิดหยุดใช้สมองได้ไหม หากจิตใจยังกังวลและไม่พร้อมที่จะสงบ ถ้าอยากคิดก็ตั้งใจคิดไปจนกว่าได้ข้อสรุปและคำตอบ  หากกลัวจะลืมก็ให้จดไว้ หลังจากนั้นเราก็ทบทวนว่าวันนี้ได้ทำอะไรบ้างตั้งแต่เช้าจนปัจจุบัน

ฐานะนักกฎหมายให้สังเกตว่า  การทำงานที่ผ่านมามีความรู้สึกไม่สบายใจหรือเปล่า    พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่าเมื่อเราระลึกถึงการกระทำของตัวเองแล้วไม่สบายใจ  การกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ดีเรียกว่าบาป   สำหรับนักกฎหมายแล้วอาจเกิดอคติในการทำงานเพราะรัก อคติเพราะไม่แน่ใจ  อคติเพราะไม่ชอบ  อคติเพราะโกรธ  อคติเพราะกลัว  เมื่อระลึกแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เราไม่น่าคิด เราไม่น่าพูด เราไม่น่าทำ    ก็ควรจำความรู้สึกเหล่านั้นว่าเป็นสัญญาณที่บอกเราว่า เราน่าจะผิดไป    เมื่อรู้สึกตัวอย่างนี้เราก็พิจารณาดูว่าควรแก้ไขอย่างไร     เมื่อเรารู้สึกว่าเราผิดก็ควรจะคิดอย่างนี้ คำตอบมีอยู่   ควรตั้งใจไม่ทำความผิดซ้ำ   อันนี้ก็เป็นการรักษาความดีของมนุษย์   มนุษย์แปลว่าใจสูง สูงอย่างไร สูงเพราะรู้จักชั่ว ดี บุญ บาป  ปกติแล้วถ้าจิตใจไม่สงบความรู้สึกนึกคิดกับพฤติกรรมของเราก็ไม่เป็นมนุษย์   ทำตามใจ   ตามความคิดเห็น  ตามอคติหรือความรู้สึกเห็นแก่ตัวเข้าไปในการทำงาน เมื่อเราทบทวนอยู่คนเดียวก็พยายามทำจิตใจให้สงบ  เมื่อเราทบทวนแล้วรู้สึกไม่สบายใจคำตอบก็มีอยู่ว่าควรจะคิดดี พูดดี ทำดี อีกด้านหนึ่งถ้าเราทบทวนการทำงานแล้วรู้สึกว่าภูมิใจสบายใจ เราสามารถคิดดี พูดดี ทำดีได้เราก็สบายใจ  อันนี้เรียกว่าเป็นบุญและสบายใจ เมื่อเรารู้อยู่ว่าทำถูกต้อง ทำดี ก็ตั้งใจทำต่อไป ถ้าเราทบทวนอยู่ทุกวันๆ เราไม่ต้องถามใคร เมื่อมีความรู้สึกความเป็นมนุษย์เราก็มองดูจุดนี้ เราสามารถแก้ไขปรับปรุงพัฒนาความรู้สึกนึกคิด  การทำงานของเราจะก้าวหน้าต่อไป

 พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าเราต้องรู้จักเมตตาแก่ตัวเอง ถ้าถามว่าทุกวันนี้เรารักใครจะตอบว่ารักคนใดคนหนึ่งก็แล้วแต่ อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าสอนว่าเราต้องรู้จักเมตตาแก่ตัวเอง ดังพุทธภาษิตที่ว่า “ความรักเสมอตนไม่มี” อาจารย์แปลว่า ตัวเองน่ารักที่สุด  จิตของเราทุกคนผ่องใสโดยธรรมชาติ  เมื่อจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ก็เต็มไปด้วยเมตตา กรุณา มีความสุข เมตตาคือความสุข พยายามสัมผัสจิตใจของตัวเองที่มีความสุข การสร้างเมตตาอาศัยการทำความรู้สึกว่าอยู่คนเดียวในโลก อยู่คนเดียวหมายถึงเรื่องอดีตผ่านไปแล้ว เรื่องอนาคตยังไม่มาถึง สิ่งภายนอก บุคคลภายนอก บริวาร นอกจากเป็นนักกฎหมายแล้ว เรายังเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นสามีภรรยา  เมื่อเรามีสถานภาพถึงจุดหนึ่งแล้วเราควรรู้จักปล่อยวาง เมตตาแก่ตัวเอง  มีความสุข  มีความสบายใจ  จุดนี้เป็นจุดสำคัญ  ถ้าเราทำได้แล้วอย่างน้อยเรื่องความเมตตา ความกรุณา ก็เกิดขึ้น ความสุข ความพอใจในชีวิตของตัวเองก็จะเกิดขึ้น แม้ว่าปัจจุบันหรืออดีต มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ถึงจุดหนึ่งแล้วก็สามารถคิดได้ สามารถหยุดความรู้สึกได้ เปลี่ยนความรู้สึกไม่ดีเป็นความรู้สึกดี จุดนี้ทำให้รักษาชีวิตความเป็นมนุษย์ได้ ต้องเดินตามรอยพระอริยเจ้าหรือโสดาบัน เช่นนางวิสาขา ถ้าเรามีจิตใจของนักกฎหมายที่ดีควรทำให้จิตใจเป็นกลาง  ทำให้จิตใจดีเป็นการเจริญอานาปานสติ ลมหายใจเป็นกลางๆ  มนุษย์ทุกคนมีลมหายใจ  ตั้งแต่เกิดมาถึงวันนี้ หายใจตลอดวันตลอดคืน แต่ปกติเราไม่ค่อยสนใจวิธีหายใจของตัวเอง เมื่อมีปัญหาโรคซึมเศร้า ปัญหาโรคประสาท เป็นคนเจ้าอารมณ์  เป็นคนมีอคติในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นควรแก้ปัญหาอย่างสงบโดยการระลึกถึงลมหายใจ พูดง่ายๆ คือ หยุดคิด หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ หรือมีสติระลึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ต่อเนื่องกัน อย่างน้อยจิตใจก็เป็นอิสระจากอารมณ์ ความรู้สึกที่เป็นอคติ อคติเพราะรัก อคติเพราะไม่ชอบ อคติเพราะไม่รู้ไม่แน่ และอคติเพราะความรู้สึกนึกคิดกลัว เมื่ออารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ควรมีสติระลึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือ อานาปานสติซึ่งเป็นอารมณ์กรรมฐานที่เป็นกลางๆ ทำให้มีจิตใจของความเป็นมนุษย์ สติรับรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง หรือว่าเมื่อเราตั้งใจขณะที่ทำก็รู้สึกเมตตาแก่ตัวเองดังพุทธพจน์ที่ว่าความรักเสมอตนไม่มี

การเจริญเมตตาภาวนา อะหังสุขิโตโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข การเจริญพรหมวิหาร ๔ เริ่มต้นด้วยการทำให้จิตใจของตัวเองมีความสุขเป็นการเจริญอานาปานสติ สูดลมหายใจลึกๆ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก  มีสติระลึกถึงความรู้สึกที่ดี บางคนใจสงบแต่จิตเศร้า ไม่เบิกบานเท่าที่ควร ไห้ใช้อารมณ์เมตตาภาวนาสติระลึกถึงความรู้สึกดีๆ ทุกครั้งที่หายใจเข้า หายใจออก ธรรมชาติของจิตใจทุกคนมีเมตตากรุณา มีความสุขใจอยู่แล้ว แต่ที่จิตใจไม่ผ่องใสเพราะมีอุปกิเลสอารมณ์ครอบงำจิตใจของเรา  ทำให้เรารู้สึกว่าไม่สบายใจ น้อยใจ เสียใจ กลัว โกรธ เครียด

เมื่อเรานั่งเครื่องบิน แม้อากาศไม่ดีมีเมฆเต็ม ฝนตกปรอยๆ เครื่องบินสามารถบินขึ้นบินเหนือเมฆภายในเวลาไม่กี่นาที  อารมณ์ของเรานี้ก็เปรียบเหมือนเมฆ ถ้าเราไม่พิจารณา อารมณ์ต่างๆก็จะครอบงำจิตใจเรา ความเศร้าใจความไม่สบายใจ  อารมณ์โกรธ  อารมณ์น้อยใจ  อารมณ์เศร้าเป็นเหมือนเมฆ  เมื่อไม่สบายใจเกิดขึ้นจะแก้ปัญหาอย่างไร ดูเหมือนไม่มีทางแก้ปัญหาแต่ถ้าเราเข้าใจจริงๆ แล้วความไม่สบายใจก็เหมือนเมฆครอบงำจิตใจ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น  ควรไปสนามบินทางจิตใจเพื่อพาจิตใจเราพ้นจากเมฆทางใจ (อารมณ์ความเศร้าใจ)ให้ได้  เมื่อเราไม่สบายใจ บอกตัวเองก่อนพาจิตใจของเราไปสนามบิน เพื่อจะพาจิตของเราบินให้สูงขึ้นให้พ้นจากอารมณ์ที่ไม่สบายใจ  สนามบินอยู่ที่ไหน สนามบินอยู่ที่จมูกดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เราสังเกตว่าเมื่อเราไม่สบายใจก็ให้สังเกตจิตของเรา คิดน้อยใจ คิดเสียใจ คิดกลัว คิดโกรธ เราถูกนินทา  ความไม่สบายใจเกิดขึ้นแล้วก็คิดต่างๆนานา  เรียกว่าจิตใจของเรานี้คิดไปตรงข้ามกับสนามบิน สนามบินคือความไม่ยินดียินร้าย  คิดถึงบ้านจิตก็ไปบ้าน  คิดว่าโกรธใครก็โกรธไปทางคนนั้น  คิดน้อยใจก็แสดงความน้อยใจออกไปกับคนนั้น และทางไปสนามบินก็ต้องเปลี่ยนไป คือทำใจสงบ  หยุดคิดฟุ้งซ่าน  ไม่ยินดียินร้าย  ฉะนั้นเมื่อเราต้องการสบายใจมีความสุข เมื่อมีทุกข์เกิดขึ้น ไม่สบายใจเกิดขึ้นทุกกรณีควรจะไปสนามบินคือหยุดคิดดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก  พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า การปฏิบัติถูกต้องคือ การปฏิบัติไม่ยินดีไม่ยินร้ายต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น  การปฏิบัติที่ถูกต้องคือหยุดคิด  ดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จุดนี้สำคัญเป็นจุดที่ทำให้จิตใจของเรามีความสุข

อาจารย์พูดไปแล้วว่าการเจริญเมตตาภาวนาทำความรู้สึกอยู่คนเดียว หมายถึง หยุดคิดไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ทำใจสงบ อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ก่อนนอนครึ่งชั่วโมงที่เราตั้งใจแล้วต้องหยุดคิด เพื่อหยุดคิดเมื่อเราติดอารมณ์ ยังคิดอะไรอยู่ ถ้าเราศึกษาธรรมะแล้ว คำตอบก็มีอยู่ว่า จิตใจที่มีกำลังหยุดคิดได้ จิตใจที่มีกำลังเปลี่ยนความรู้สึกได้ เปลี่ยนความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเปลี่ยนเป็นสบายใจ โดยการหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ พาจิตใจของเรานี้ขึ้นเครื่องบิน บินขึ้น หมายถึง สติติดตัวไป รู้สึกตัว หรือสมมุติเป็นจิตเศร้าไม่ค่อยสบายใจแล้วก็ยกจิตสูงขึ้น โดยหายใจเข้าลึกๆ ยกจิตสูงขึ้น ความรู้สึกตัวชัดเจนขึ้น และปล่อยลมหายใจออก เมื่อหายใจเข้ามาแล้วก็หายใจเข้าลึกๆ ยกจิตสูงขึ้นความรู้สึกตัวชัดเจนขึ้น จิตตั้งมั่นขึ้นและก็ปล่อยลมหายใจออก สักพักหนึ่งหายใจเข้าลึกๆ มีสติติดต่อกันความรู้สึกตัวชัดเจนขึ้น จิตตั้งมั่นขึ้นก็สบายใจ  อย่างน้อยก็เริ่มจิตใจสงบแล้ว ต่อไปก็เพิ่มอารมณ์เมตตาภาวนา  ทำความรู้สึกว่าหายใจเข้าคือความรู้สึกดี หายใจออกเป็นความรู้สึกดี ประโยคของไอสไตน์  ที่น่าสนใจกล่าวไว้ว่า Imagination is more important than knowledge จินตนาการนี้สำคัญกว่าความรู้  ประโยคนี้เพื่อจะฝึกจิตให้มีเมตตาภาวนา จินตนาการมีความหมายหลายอย่าง นึก คิด สร้างภาพต่างๆ นี้ก็เป็นจินตนาการ แต่จินตนาการที่เราใช้ในการเจริญเมตตาภาวนา คือ หายใจเข้าคือความรู้สึกดี หายใจออกคือความรู้สึกดี นี้ก็เป็นจินตนาการในการทำสมาธิ  ในภาษาธรรมะ คือ สติระลึกถึงความรู้สึกดี ปิติสุข สติระลึกถึงปิติสุข ทุกครั้งที่หายใจเข้าหายใจออกจิตใจของเราจะเกิดความสุข เมื่อความรู้สึกดีก็เท่ากับว่าจิตใจของเรานี้มีความสุข ลมหายใจจิตและความสุขก็คล้ายกับว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อปิติสุขเกิดขึ้นใจก็มีความสุข เมื่อเราทำใจได้อย่างนี้เรากำลังเมตตาแก่ตัวเอง ความรักเสมอตนไม่มี เมตตาความรักคือความสุข ถ้าเราไม่รักตัวเอง ไม่เมตตาแก่ตัวเองไม่ทำจิตใจของตัวเองให้มีความสุข แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร

เมื่อจิตใจเราดี เมื่อจิตใจเรามีความสุขก็เท่ากับว่าวันนี้เป็นวันดี เมื่อเราสามารถหยุดคิด มีความรู้สึกดีๆได้ ก็เท่ากับว่าเราไม่เป็นทาสของอะไร เรามักจะเป็นทาสยึดมั่นถือมั่น ใครเป็นทาสของเงินก็ยึดติดเงิน เราใช้เงินเราเป็นทาสเป็นทุกข์ ถึงแม้ว่ามีเงินมากเท่าไร ถ้าเราเป็นทาสของเงิน  ชีวิตของเรานี้เป็นทุกข์ ถึงจะรวยเป็นมหาเศรษฐีก็ตาม อารมณ์ของความเป็นทาสหมายถึงความยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทุกข์ เราต้องพิจารณาธรรมะ แล้วเราจะเป็นนายของเงินรู้จักใช้เงินเป็น ไม่เป็นทาสเป็นนาย แม้แต่ทำงาน แม้แต่ผู้ที่ทำงานเป็นนักกฎหมาย ถ้าเราเป็นทาสของงานเราก็เป็นทุกข์ งานก็ลากเราไปเรื่อยๆ งานย่อมมีเรื่อง มีปัญหามากและก็เป็นทุกข์ นั่งรถก็เป็นทุกข์เรื่องงาน อยู่กับครอบครัวก็เป็นทุกข์เรื่องงาน เข้าห้องน้ำก็เป็นทุกข์เครียด นอนก็คิดปัญหาทำให้นอนไม่หลับฝันร้าย  ตื่นขึ้นมาคิดจะไปทำงานก็เครียดแล้ว นี้แสดงความเป็นทาสของงาน ความเป็นทาสก็ลากชีวิตของเราไปทำให้เราเป็นทุกข์ ต่อไปเราต้องฝึกหัดไม่ให้เป็นทาสของงาน เราเป็นนาย เราเป็นผู้ทำงาน เราต้องดูว่าเราเป็นทาสหรือเป็นนายของการทำงาน อย่างไรก็ตามช่วงใดช่วงหนึ่งหรือก่อนนอนถ้าเราปล่อยวางได้ก็ใช้ได้   ถือว่าไม่ใช่ทาสของเงิน  ไม่ใช่ทาสของงาน  ไม่ใช่ทาสของความรัก  ไม่ใช้ทาสของโลกธรรม 8 ต่างๆ  เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วเราก็ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างได้ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ    ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีความรู้สึกตัวชัดเจน ทำให้จิตใจของเรามีสุขภาพจิตใจที่ดี รู้จักรักเมตตาแก่ตัวเอง ถ้าเรามีจิตใจเป็นอิสระ ปัญหาทั้งหมดก็จะหายไป

นักกฎหมายไม่ควรมีอคติ ควรจะมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อเราเมตตา กรุณาแก่ตัวเองแล้วย่อมทำให้จิตใจมีความสุข เราควรดำเนินชีวิตด้วยการเมตตาแก่ตัวเอง ถ้าเราต้องการความสุขควรมีเมตตาแก่ตัวเองให้มากๆ  มีความสุขที่ไม่เห็นแก่ตัว และควรมีเมตตาต่อสรรพสัตว์  เมื่อต้องอยู่กับสังคม  กับครอบครัว ในสังคม ในที่ทำงาน เราควรมีเมตตาแก่ตัวเองและเราไม่ทำในสิ่งที่เป็นบาป และเมื่อเราทำจิตใจสบายมีความสุขแล้ว เมื่อมีโอกาสเราไม่ทำความชั่ว  แต่ทำในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ทำในสิ่งที่ให้ความสุขแก่ตัวเองและแก่คนอื่นเพิ่มขึ้น การให้ทานก็ดี จิตอาสาช่วยเหลือก็ดี  เมื่ออาจารย์ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาอาจารย์ก็มีข้อทานจักร 10 ประการ ในลักษณะต่างๆ ได้แก่

  1.       ให้ทานด้วยทรัพย์สินเงินทอง
  2.       ให้ทานด้วยสายตาที่เมตตาปรานี
  3.       ให้ทานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
  4.       ให้ทานด้วยวาจาที่ไพเราะน่าฟัง
  5.       ให้ทานด้วยการให้แรงงานช่วยเหลือผู้อื่น
  6.       ให้ทานด้วยการอนุโมทนายินดีเมื่อผู้อื่นทำดี
  7.       ให้ทานด้วยการให้อาสนะ (ที่นั่ง)
  8.       ให้ทานด้วยการให้ที่พักอันสะดวกสบาย
  9.       ให้ทานด้วยการให้อภัย
  10. ให้ทานด้วยการให้ธรรมะ       

ที่อาจารย์สอนอยู่ประจำคือ  ปฐมพยาบาลทางจิตใจ เมื่อเกิดความรู้สึกไม่พอใจให้หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด ยิ้มน้อย ๆ ในใจ หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ติดต่อกัน ต่อเนื่องกันจนกว่าจะสบายใจ ความรู้สึกไม่พอใจ หรือ ความรู้สึกรัก พอใจ ความรู้สึกไม่ชอบ ความรู้สึกกลัว น้อยใจ เสียใจ  กลัวโกรธ ความรู้สึกไม่สบายใจความรู้สึกอคติทั้งหมดนี้ก็เป็นขยะเป็นของเสียทางจิตใจ อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล  เช่น ความขี้เกียจ เราสร้างนิสัยความขี้เกียจ ความรู้สึกขี้เกียจก็เกิดขึ้นมา ถ้าเราเป็นคนขี้น้อยใจ สร้างนิสัยน้อยใจ  กระทบอะไรนิดก็น้อยใจ ถ้าเราขี้กลัวกระทบอารมณ์นิดหน่อยก็มีความรู้สึกกลัว ความรู้สึกเหล่านี้ อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เราก็ไม่ต้องห้ามแต่ว่าเราสร้างความรู้สึกตัวชัดเจนว่า นี้คือขยะ นี้คือของเสียทางจิตใจ เมื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายใจเราควรใช้สติปัญญารู้เท่าชัดเจนแล้วระวังไม่ให้คิดเป็นมโนกรรม ไม่ให้พูดเป็นวจีกรรม ไม่ให้แสดงด้วยกาย เป็นกายกรรม

ความรู้สึกไม่สบายใจ ความรู้สึกอคติต่าง ๆ  ถ้าเราเป็นผู้รักตัวเอง เราเป็นผู้รักสุขภาพจิตใจที่ดี รักความเป็นมนุษย์ หรือว่าเราตั้งใจตามรอยอริยบุคคลที่มีครอบครัว  ดังนางวิสาขา เราก็ต้องรู้จักจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ด้วยการเจริญอานาปานสติ กลับมาที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก บ่อย ๆ ประจำสม่ำเสมอ เราจะรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วก็รู้เท่าทัน ว่าไม่สบายใจนี้ไม่ดี มีผลเสียทางจิตใจ และถ้าเรามีสติปัญญารู้เท่าทันแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ดับไป  มีความสบายใจเห็นอนิจจัง     ทุกขัง  แต่ว่าถ้าเราเป็นผู้ใหม่ก็ไม่ค่อยดับ  วิธีสงบระงับความรู้สึกเหล่านี้เป็นอุบายหนึ่งที่เราน่าจะทำได้ พยายามหยุดคิดแล้วก็หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าความรู้สึกอยู่ที่ไหนจิตก็อยู่ที่นั้น ถ้าเราไม่สบายใจเพราะโรคซึมเศร้า จิตใจจะอยู่กับความรู้สึกเศร้าๆ หรือนึกคิดเศร้าๆ พูดง่ายๆ ถ้าไม่ได้ดั่งใจอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตย่อมมีอุปาทานยึดมั่นถือมั่น คนที่มีความรู้สึกเศร้าๆ ก็คิดอยู่อย่างนั้น และเมื่อเราฝึกให้จิตใจอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ติดต่อกันต่อเนื่องกันจนมีสติและสัมปชัญญะ พอสมควรจิตใจจะถอนอุปาทานยึดมั่นถือมั่นจากความเศร้าใจ จิตอยู่กับลมหายใจ ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจต้องไปโรงพยาบาลกินยารักษาอยู่ จิตของคนนี้อยู่ที่หัวใจตลอด ถึงเวลาจะนอน นั่ง  กิน ให้ทำตัวสบายๆ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ พยายามทำจิตใจอยู่กับลมหายใจเข้าลมหายใจออก อาจจะบวกเมตตาภาวนาคือความรู้สึกดีๆ หายใจเข้าคือความสุข หายใจออกคือความสุข  เอนโดฟินสารแห่งความสุขเกิดขึ้น จิตใจของเรานี้เกิดจากการถอนอุปาทานยึดมั่นถือมั่นจากกายจากจิตใจที่ไม่สบายใจ จิตใจของเรานี้สงบ จิตใจของเรานี้มีความสุข การฝึกเจริญอานาปานสติบวกเมตตาภาวนา ก็เป็นผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจ เมื่อจิตใจของเรามีความสุขแล้วก็แน่นอนว่าเราทำงานได้เป็นอิสระ ปัญหาต่างๆ ก็จะน้อย มนุษย์เรามักจะติดใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ถ้าเป็นพระแล้วก็ต้องสละสิ่งเหล่านี้ เพราะอันตรายต่อการเป็นนักบวช  นักกฎหมายเป็นอาชีพที่พิเศษละเอียดอ่อน ต้องปฏิบัติตามรอยนางวิสาขา  อริยบุคคล  ต้องระวังไม่ให้มีอคติและไม่ยึดติดมากไป

 ถ้านักกฎหมายเรียนกฎหมาย  ทำงานเพื่อแสวงหา ลาภ ยศ สถานะสูงสุดแล้วก็ผิดหลัก นักกฎหมายควรทำงานเพื่อประเทศชาติ  ไม่ว่าทำราชการ  หรือเอกชนควรมีจิตใจที่ไม่เห็นแก่ตัว มีความยุติธรรม มีความถูกต้อง  ถ้าเป็นพระที่ตั้งใจปฏิบัติถ้ายึดติดสิ่งเหล่านี้ก็ผิดหลักเช่นกัน และถ้าเป็นฆราวาส รักษาศีล ๕ สามารถรักษากฎหมายก็แสดงว่าไม่ผิดหลักเป็นมนุษย์ที่ใช้ได้  อย่างไรก็ตามถ้าเราปฏิบัติตามที่อธิบายมาแล้ว อย่างนี้ทำให้สบายใจ  เราต้องสร้างความรู้สึก ความเป็นมนุษย์ที่ดี ความเป็นผู้รักสุขภาพจิตใจที่ดี  เป็นผู้เมตตาแก่ตัวเอง เมื่อเรามีเมตตาแก่ตัวเองเราจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี แล้วทำในสิ่งที่ดี นอกจากนั้นก็เพื่อสิ่งที่เรายึดถือ คือพรหมวิหาร 4 อันประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมตตาทำง่ายกว่า กรุณาเพราะการสร้างกรุณาต้องมีสติปัญญา มีกำลังใจมาก มีความอดทน  กรุณาหมายถึงความปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ แต่เราต้องระลึกเสมอว่าเราต้องกรุณาแก่ตัวเองก่อน  พยายามให้มีความสบายใจมีความสุขในทุกกรณี พยายามสัมผัสความสุขสบายใจให้ได้ แล้วขณะที่ใจสบายใจเราก็มีเมตตาแก่ตัวเอง เมื่อเราดำเนินชีวิตดีแล้วเราไม่ทำความชั่วต่าง ๆ ก็คือการรักษาศีลนั่นเอง ถ้าผิดศีลจะทำผิดกฎหมาย ผิดกติกาและสังคม ผิดวัฒนธรรมที่ดีงาม การไม่ผิดศีล ๕ ก็คือรักษากฎหมาย รักษากติกาของสังคม รักษาขนบธรรมเนียมที่ดีงาม นอกจากนั้นการรักษาศีล 5 เป็นการกระทำที่บวก เพราะเรารู้สึกว่ามีความดี ทำมากขึ้นแล้วชีวิตของเราก็จะมีความสุขมากขึ้น  เมตตา คือความรักต่อตัวเอง   กรุณาหมายความว่าอะไร กรุณาต่อตัวเองก่อน เมื่อเรารู้ว่าอะไรที่ไม่ดี นิสัยที่ไม่ดี การคิด การพูด การกระทำที่ไม่ดี เราก็ต้องสำรวจ  ถ้าเราทบทวนเราก็จะรู้นิสัยอะไร ไม่ดีบ้าง เมื่อเรารู้สึกตัวว่าไม่ดี ต้องหยุดทำนิสัยที่ไม่ดีนั้น ไม่ว่าจะเป็นการคิด การพูด การกระทำ ยกตัวอย่าง เช่น สูบบุหรี่ไม่ดี ทำให้สุขภาพไม่ดี เราพยายามจะหยุดก็หยุดไม่ได้เรียกว่าเรายังติดสูบบุหรี่อยู่ ถ้าเรารู้สึกว่าไม่ดี เคยพยายามจะหยุด ก็ต้องกัดฟันอดทน หรือว่าเรายังกินเหล้าอยู่เมื่อเรารู้ว่าไม่ดีควรจะหยุด  แต่เคยพยายามหยุดบ้างแต่หยุดไม่ได้และยังติดอยู่ลักษณะอย่างนี้รู้อยู่ว่าเราติดในสิ่งที่ไม่ดี ต้องกรุณาต่อตัวเองแล้วก็หยุดในสิ่งเหล่านี้ให้ได้  คือ นอกจากกรุณาต่อตัวเอง ต้องกรุณาต่อคนอื่นด้วย เห็นใครทำอะไรไม่ดี  สมมุติว่าเป็นหัวหน้ามีลูกน้องทำอะไรไม่ดีให้เขาหยุดทำในสิ่งไม่ดี หรือว่ามีอาชีพนักกฎหมายถ้าประชาชนทำอะไรที่ไม่ดีให้เขาหยุดทำชั่ว ทำในสิ่งที่ดี การกระทำนี้เป็นความกรุณา เมตตากรุณา เป็นคู่กันไป อันนี้เป็นหน้าที่ของนักกฎหมายที่ดีที่ต้องแสดงความเมตตากรุณาต่อตัวเอง เมื่อจิตใจดีก็ต้องแสดงเมตตากรุณาแก่ประชาชน ถ้าประชาชนทำอะไรที่ไม่ดีพยายามช่วยให้เขาหยุดทำในสิ่งที่ไม่ดีให้ได้นับเป็นเมตตากรุณาต่อประชาชน มุทิตา คือ คอยยินดีกับเขาด้วย เมื่อใครทำความดีโปรดยินดีกับเขาด้วย เริ่มต้นมุทิตาต่อตัวเองว่าเรากำลังพอใจ มีความสุขในเรื่องอะไร มุทิตาต่อตัวเองก็เป็นความสุข เราต้องพยายามรักษามุทิตาให้ตลอด เช่น ช่วงนี้สุขภาพดี มุทิตาต่อตัวเองคือพอใจมีความสุขที่มีสุขภาพดีควรรักษาไว้นานๆ นี้เป็นมุทิตาต่อตัวเอง หรือว่าเรากำลังทำงานตำแหน่งดี เราพอใจในตำแหน่งหน้าที่การงาน เรากำลังพอใจมีความสุขก็รักษาความพอใจนี้นานๆ  การมีมุทิตาต่อตัวเองนี้ต้องใช้ความพยายามใช้ปัญญา

เมื่อเรามุทิตาต่อตัวเองแล้วเราต้องใช้อิทธิบาท ๔  เข้ามาช่วยมากๆ  เพื่อสร้างมุทิตาต่อตนเอง  รักษาสิ่งที่เราพอใจไว้ให้คงอยู่  เช่น  รักษาความรัก  รักษาหน้าที่การงานที่ดีตลอดไป  จึงจำเป็นต้องใช้อิทธิบาท ๔ มาสร้างมุทิตา พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จด้วยการมีอิทธิบาท ๔

            ๑. ฉันทะ ความพอใจ เมื่อมีกำลังพอใจในตัวเอง บางสิ่งบางอย่างแล้วก็มีฉันทะ

            ๒. วิริยะ เกิดความพยายาม เคารพความเพียร

            ๓. จิตตะ ก็คือจิตใจจดจ่อ เพื่อจะทำงานให้สำเร็จ ต้องหาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะให้สำเร็จงานอันนี้ จิตใจจดจ่อ

            ๔. วิมังสา ใช้ปัญญาแก้ปัญหา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเราสามารถแก้ปัญหาได้

ถ้ามีธรรมะ ๔ อย่างนี้ครบสมบรูณ์แล้วงานที่เราทำทุกสิ่งทุกอย่างก็สำเร็จได้ทั้งทางโลกทางธรรมะ เมื่อเรายึดถือมุทิตาแก่ตัวเองแล้ว เรากำลังพอใจในสิ่งใดแล้วพยายามรักษาไว้นานๆ โดยใช้อิทธิบาท ๔ มุทิตาต่อคนอื่น เมื่อมีใครกำลังพอใจ  เห็นเขาได้ดีไม่อิจฉาริษยาเขามีความสุขมีความพอใจ ก็พลอยยินดีกับเขาด้วย มุทิตาทำยากกว่าเมตตาและกรุณาต้องใช้สติปัญญามาก  เช่น รุ่นน้องได้ตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนดีขึ้น มุทิตายินดีด้วย  ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือได้ตำแหน่งดีๆ หรือวันเกิดก็แสดงมุทิตา  ถ้าใครกำลังมีความสุขก็ยินดีด้วย เมื่อเรามีเมตตากรุณาแล้วเรามีความพอใจอยู่ในชีวิตแล้ว เรามีเมตตา กรุณาแก่ตัวเองเต็มๆ เราก็พัฒนาเป็นมุทิตาต่อคนอื่น ซึ่งเราทำได้เพราะเรามีความสุขอยู่แล้ว เรามีเมตตากรุณา เรามีความพอใจในชีวิตของตัวเองแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ต่างๆ ก็ไม่สำคัญเท่าไร เพราะเรามีความสุข อย่างไรก็ตามเราต้องพัฒนา รู้จักมุทิตาตัวเองแล้วก็ต้องมุทิตาแก่คนอื่นด้วย สิ่งที่ทำยากที่สุดก็คืออุเบกขา  เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  ต้องเข้าใจว่าอุเบกขาคือ    การวางเฉย  ธรรมะที่สำคัญที่สุดก็คืออุเบกขา  อะไรจะเกิดขึ้นไม่เสียใจ อะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของเราเรื่องความเจ็บ ความแก่ ความตายก็ดี เรื่องจำเป็นในชีวิตอาจเป็นสิ่งที่ไม่ชอบใจ การปราศจากคนที่เรารัก การไม่สมปรารถนาในชีวิต อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ อะไรจะเกิดขึ้นก็ตามต้องไม่เสียใจ รักษาความสบายใจไว้เสมอ อุเบกขาเป็นธรรมที่สำคัญที่สุดในพรหมวิหาร 4 เพราะจะบังเกิดขึ้นได้ก็ต้องมี เมตตา กรุณา มุทิตา อย่างเต็มเปี่ยมอยู่ในอุเบกขา  อันนี้เราต้องเข้าใจ ต้องศึกษากฎแห่งกรรมเพื่อจะให้เกิดอุเบกขา เราต้องยอมรับกฎแห่งกรรมด้วยปัญญา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่ไม่น่าปรารถนาเกิดขึ้นก็ไม่เสียใจ ทำใจดีได้ เป็นอุเบกขา อุเบกขา เป็นสิ่งที่ทำยากที่สุด แต่ว่าต้องเข้าใจ หลายคนเข้าใจผิดว่าอุเบกขา คือไม่สนใจ เหมือนใจดำ จริงๆ แล้วไม่ใช่  เมตตา กรุณา เต็มๆ อยู่ในอุเบกขา จึงจะไม่เสียใจ อันนี้ก็สำคัญเมื่อเราพูดถึงธรรมะของหัวหน้า  หัวหน้าที่บ้าน คือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่ในสังคมสองคนขึ้นไป ต้องมีธรรมะของหัวหน้า คือ พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา  มุทิตา อุเบกขา โดยเฉพาะนักกฎหมาย ถ้าจำเป็นก็ต้องระวังไม่ให้มีอคติ ๔ พยายามเจริญในสิ่งที่ควรคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

            สิ่งที่เราควรพยายามทำในวันนี้คือครึ่งชั่วโมงก่อนนอน ควรทบทวนดูว่าเราเป็นผู้มีจิตใจเป็นมนุษย์ รู้จักชั่วดีบุญบาป เราควรเชื่อฟังจิตใจที่สะอาด สงบ แล้วรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกก็เป็นนักกฎหมายที่ดีได้ ไม่ต้องกลัวไม่ต้องมีอะไรมากมาย  ถามจิตใจที่ขาวๆ (บุญกุศล) ซึ่งมีอยู่  แต่จิตใจสีดำ (บาปอกุศล)  ที่เป็นอคติก็มีอยู่  ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าจิตใจเราสู้กันตลอดเวลา  มีใจขาวใจดำ ใจดำหมายถึงใจที่มีกิเลส มีความเห็นแก่ตัว หรือมีอคติเกิดขึ้น ใจขาวก็มีอยู่  ถึงเวลาก็ทำใจสงบว่างๆ วันนี้เรามาฝึกเมตตาภาวนาสัก ๑๐ นาที ทบทวนอีกครั้งหนึ่งก่อนนอนแล้วก็ต้องพิจารณาอบรมตกลงกับตัวเองว่าเดี๋ยวนี้เราจะพักผ่อน พักสมอง หยุดคิดได้แล้ว พักสมองแล้วก็เริ่มต้นทบทวนการทำงานของเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้ารู้สึกไม่สบายใจเป็นสัญญาณว่าน่าจะทำผิด     ถ้ารู้สึกภูมิใจสบายใจเป็นการกระทำที่ถูกต้องเราพยายามเคารพตัวเองไม่ว่า ในฐานะมนุษย์หรือนักกฎหมายสิ่งที่สำคัญต้องรู้จักเคารพตัวเอง หมายถึงใจสงบใจขาว จิตสามารถบอกอะไรผิด อะไรถูก  เมื่อเราเชื่อฟังใจขาวหรือสติปัญญาที่บอกก็มีการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาทุกวันๆ หลังจากนั้นก็ต้องเชื่อมั่นว่าจริงๆ แล้วใจขาวหรือว่าในภาษาธรรมะเรียกว่าจิตของเราเป็นจิตปภัสสรโดยธรรมชาติ หรือว่ามีความสุข มีเมตตา อยู่ที่ใจของเรา มีเมตตาทำให้จิตใจของเรานี้สามารถหยุดคิดฟุ้งซ่านได้  เห็นชัดลมหายใจเข้า ลมหายใจออกซึ่งหายใจมาตั้งแต่เกิด เราน้อมเข้ามาอยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก  ลมหายใจเข้าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการหายใจเป็นกลางๆ อิสระจากความรู้สึกเป็นอคติ ถ้าเรามีอคติ หรือไม่สบายใจ ความรู้สึกเห็นแก่ตัว ก็จะสงบระงับได้โดยการมีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกติดต่อกันต่อเนื่องกันหรือว่าศรัทธาเชื่อมั่นว่าจิตใจของเรานี้มีความสุขโดยอาศัยจิตนาการว่า ลมหายใจเข้าคือความสุข ลมหายใจออกคือความสุข ถ้าเป็นภาษาธรรมะคือ สติระลึกถึงปิติสุข ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้า  ลมหายใจออก เราเป็นผู้ทำจิตตั้งมั่นกับเมตตาจิตตั้งมั่น  ทำความรู้สึกลมหายใจเข้าคือความสุข ลมหายใจออกคือความสุข เพียงเท่านี้จิตใจของเรานี้ก็จะมีความสุขได้

            ปกติปุถุชนเรานี้มักจะมีจิตนาการฝ่ายตรงกันข้ามด้านอกุศล ช่างทุกข์ คนขี้น้อยใจ  ก็ชอบจินตนาน่าน้อยใจ ขี้อิจฉาก็ชอบจินตนาการน่าอิจฉา คนที่โกรธก็จินตนาการนึกคิดกลุ้มเกินไปน่าโกรธ คนที่ขี้กลัวก็จินตนาการนึกไปว่าน่ากลัวจริงๆ หรือคนที่เครียดในการทำงานก็จินตนาการไปว่าน่าเครียด  ตรงกันข้ามเมื่อเรานึกถึงตัวเราเองใจเราไม่สบายไม่มีความสุข  ให้หายใจเข้า  หายใจออก สติระลึกถึงสิ่งดีๆ ทำให้จิตใจมีความสุข เมื่อใจเรามีความสุขแล้วก็คือความเป็นปกติของจิตใจของเราเป็นสุขภาพจิตใจที่ดี ถ้าพูดธรรมะแล้วก็จิตใจของเรานี้เป็นสิ่งไม่ยินดียินร้ายต่อ ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  จิตใจจะเป็นสมาธิมีความสุข มีเมตตา ภาวนา ถ้าจิตใจเราสงบสบายใจได้ เราก็สามารถทำงานได้ดี                ถ้านักกฎหมายมีจิตใจบริสุทธิ์แล้วจะสามารถใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง กฎหมายเปรียบเหมือนมีด นักกฎหมายถือกฎหมายเหมือนถือมีด  คนดีใช้มีดทำประโยชน์หลายอย่างเช่น ทำอาหาร ทำครัว หรืออะไรก็แล้วแต่ มีดนี้มีประโยชน์มาก ถ้าไม่มีมีดเราก็ไม่สามารถใช้ชีวิตความเป็นมนุษย์ที่สะดวกได้ แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน เรารู้จักใช้มีดแล้วพัฒนามีดให้มีประโยชน์ต่างๆ ถ้ามีดเป็นของคนดีถึงจะมีประโยชน์ แต่คนชั่วใช้มีดทำลายอะไรก็ได้ ทำลายความสุขของมนุษย์เป็นอันตรายใช้เป็นอาวุธได้   เพราะฉะนั้นเราต้องรู้สึกตัวชัดเจน นักกฎหมายต้องตามรอยพระอริยะเจ้า หรือว่าเป็นอริยะเจ้าในระดับเบื้องต้น  เป็นฆราวาสก็ได้เป็นโสดาบันก็ได้ อย่างนางวิสาขา ผู้มีศีล ผู้มีเมตตา  เพื่อรักษาจิตใจของเราให้เป็นปกติ กลับมาที่ลมหายใจบ่อย ๆ ๑-๓ นาที เมื่อเราพูดถึงการดำเนินชีวิตประจำวัน หากมีเวลานานๆไม่มีอะไรทำมาก  หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาวๆ พร้อมกับสติระลึกถึงความรู้สึกดีๆ เพียงเท่านี้จิตใจของเรานี้ก็จะมีความสุขได้ ความสุขใจอันนี้ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวแต่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นความสุขที่ไม่เห็นแก่ตัว เป็นความสุขของ พระอริยเจ้า เพราะฉะนั้นในวันหนึ่ง อย่างน้อยก่อนนอน พยายามทำให้จิตใจสงบ สบายใจ  มีความสุขใจที่สุด ถ้าเราทำอยู่เป็นประจำก็จะดีมาก เราไม่เป็นทาสของ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือว่าเราไม่เห็นแก่ตัว เมื่อเราพอใจ  ความสุข ความสันโดษก็จะเกิดขึ้น ยินดีในสิ่งที่ได้ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อความไม่สบายใจเกิดขึ้น อาจจะเครียด อาจจะกลัว อาจจะอะไรก็แล้วแต่ ไม่สบายใจ ไม่พอใจ ก็รู้จักปฐมพยาบาลทางจิตใจ หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด ยิ้มน้อยๆ ในใจ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย ทำใจสบายๆ ก็เป็นการปฐมพยาบาล ถ้าเป็นความรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย เราต้องเข้าใจชัดเจนว่ามันเป็นขยะทางใจ  เป็นของเสียทางจิตใจ ถ้าเรารู้สึกตัวชัดเจนเพียงเท่านี้ ปรับดูลมหายใจของเสียก็หายไปอันนี้เราลองนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน  เมื่อจิตใจไม่ค่อยดีก็ลองดู หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ  สักพักหนึ่งก็จะสามารถเปลี่ยนความรู้สึกที่ไม่ดีเป็นสุขภาพใจที่ดี  เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ดูจิตว่า จิตใจผ่องใสหรือไม่ ถ้าจิตใจไม่ผ่องใส ก็ดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมหายใจออกจิตใจก็นึกถึงความรู้สึกที่ดี หายใจเข้า หายใจออก จิตใจที่ไม่เบิกบานเปลี่ยนเป็นความสบายใจ ความไม่สบายใจหายไป เหลือแต่สบายใจ เรานึกถึงความเมตตากว้างๆ ความระลึกถึงกระจายไปทั่วทิศไม่มีขอบเขต  ไม่มีประมาณ  สร้างความรู้สึกดีๆ  ระลึกถึงความสว่างทุกครั้งที่หายใจเข้า  หายใจออก  จิตใจก็สบายมีความสุข  ให้ความรัก  ความเมตตาแผ่ออกไปยิ่งให้  ยิ่งเพิ่มความสุขที่ตัวเรา ที่จิตใจของเรา  จิตใจก็จะสบาย  มีความสุขอย่างต่อเนื่องกัน พยายามเริ่มต้นชีวิตด้วยใจดีวันนี้ก็น่าจะเป็นวันดี แล้วก่อนนอนก็พยายามคิดด้วยสบายใจว่าวันนี้เป็นวันดี

            อาจารย์แนะนำให้แผ่เมตตาล่วงหน้า  ตอนเช้าตื่นขึ้นมาเวลา     ๐๕.๓๐ น. พยายามทำให้จิตใจสบายใจมีความสุข แล้วต่อไปก็ทบทวนว่าเราจะต้องทำอะไรในวันนี้ หรือว่าเจอกับใคร เช่น ๐๖.๐๐ น. ต้องพบเจอกับสมาชิกครอบครัว สบายใจมีความสุขก็แผ่เมตตาไป นึกถึงสมาชิกครอบครัวทุกคนมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข ต่อไปก็ประมาณ   ๐๗.๐๐ น. เราอยู่ที่ไหน หรือว่า ๐๘.๐๐ น. อยู่ที่ไหน จะเข้าออฟฟิศที่ทำงาน เราก็นึกถึงสว่าง  นึกถึงความรู้สึกดีๆ นึกถึงคนที่ทำงานร่วมกันทุกคนมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุขใจเราก็มีความสุขคนที่อยู่รอบตัวทุกคนมีความสุข เราก็มีความสุข  ๐๙.๐๐ น. อยู่ที่ไหน  ๑๐.๐๐ น.อยู่ที่ไหน กับใคร ทำอะไร ใจเรามีความสุขก็ทำงานไป ๑๑.๐๐ น. ไปประชุมที่ไหน กับใคร เราก็ประชุมด้วยความสบายใจ แล้วคนที่เข้าประชุมทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  ๑๒.๐๐ น. ประชุมเสร็จเราก็สบายใจ เขาก็สบายใจ หมายความว่าการประชุมก็น่าจะสำเร็จเกิดผลดี แล้วก็ ๑๒.๐๐ น. ก็กินข้าว  ๑๓.๐๐ น. สมมุตินัดประชุมเจรจา เราก็รู้อยู่ว่าสถานที่ไหน เวลาไหน กับใคร การเจรจาก็เสร็จ เราพยายามเอาความสบายใจมาเจรจา ๑๔.๐๐ น. ต่างคนต่างพอใจ หมายความว่าการเจรจาก็สำเร็จ ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น. เราต้องทำอะไรในวันนี้ ทำใจให้สบาย แล้วก็กลับบ้าน อันนี้เรียกว่าแผ่เมตตาล่วงหน้า

            ใจเรานี้เป็นกำลังสำคัญมีพลัง  คิดอย่างไรตั้งใจอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น มีกำลังใจ ดังไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า Imagination is more important than knowledge

            Imagination เป็นจินตนาการ เราจินตนาการว่าเราต้องสบายใจและทำนงานให้สำเร็จตามที่เราคิด  การประสบความสำเร็จของไอน์สไตน์        ก็อาศัยจินตนาการกันทั้งนั้น งานนักกฎหมายก็เช่นกัน เมื่ออาศัยจิตใจสะอาดบริสุทธิ์มีเมตตาไม่มีอคติตามที่อธิบายแล้ว  เมื่อพูดถึงทำงานก็จินตนาการ น่าจะเป็นอย่างนี้ เราจินตนาการให้เป็นไปตามนั้น  จินตนาการ  คือ ฉันทะ ในอิทธิบาท ๔  ใจเป็นประธาน ใจเป็นหัวหน้า จิตใจของเรานี้มีกำลัง จิตใจของเรานี้มีพลัง คิดอย่างไรตั้งใจอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น ลักษณะนี้ก็เป็นลักษณะการแผ่เมตตาล่วงหน้าแล้วก็จินตนาการเป็นเป้าหมายในงานที่ชัดเจน ที่เกิดขึ้นจากจิตใจที่สะอาด จิตใจที่สบายใจมีความสุข แล้วก็ค่อนข้างจะเป็นตามนั้น อย่างไรก็ตามในการดำเนินชีวิตจริงๆ เราพยายามระมัดระวัง มีสติในการทำอะไรทุกอย่าง มีสติในการพูด มีสติในการคิด มีสติระมัดระวัง เมื่อไม่สบายใจเกิดขึ้นเมื่อไรก็รู้จักมีการปฐมพยาบาลทางจิตใจ  ยิ้มน้อยๆในใจ  หมายถึง  จิตใจที่ดีมีความสุข  สบายใจ  สงบ  นึกถึงจิตใจที่ดี เมื่อความไม่สบายใจเกิดขึ้น รู้ตัวขึ้นก่อนว่านี้คือขยะหรือของเสียทางจิตใจ ให้หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด ยิ้มน้อยๆ ในใจหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย ทำใจสบายๆ นี้เป็นปฐมพยาลทางจิตใจ สำหรับการบรรยายธรรม หัวข้อธรรมะกับนักกฎหมายได้ให้ข้อคิดในการปฏิบัติพอสมควร   ขอยุติเพียงเท่านี้ก่อน

ที่มา : http://www.kmcenter.ago.go.th/kms/node/2045





ธรรมะกับนักกฎหมาย | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3533 ครั้ง
ลงวันที่ 17/11/2013 12:04:00





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน