สรุป ข้อสอบ คำตอบ หลักกฎหมาย ข้อ 1 -10 วิแพ่ง สมัยที่ 78
-------------------
สรุปคำตอบและหลักกฎหมายตามประเด็นต่าง ๆ จากธงคำตอบ มีรายละเอียดเรียงตามข้อดังนี้
ข้อ 1: การลงลายมือชื่อในคำฟ้องและการเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี
- (ก) กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องแนบหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลท้ายคำฟ้อง ดังนั้นคำฟ้องที่ไม่มีหนังสือรับรองจึงยังไม่ถือเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ ส่วนกรณีทนายความไม่ได้แนบใบแต่งทนายความมาพร้อมคำฟ้อง ศาลควรสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องก่อนตามมาตรา 18 วรรคสอง ไม่ควรสั่งไม่รับคำฟ้องในทันที
- (ข) เมื่อโจทก์ทราบข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แต่เป็นลูกจ้างของบริษัทอื่น โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เรียกบริษัทนั้นเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตามมาตรา 57 (3) เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อร่วมรับผิดในมูลละเมิดเดียวกัน
ข้อ 2: การแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความและฟ้องซ้ำ
- (ก) สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จะแก้ไขได้เฉพาะเมื่อมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดพลาดในการพิมพ์เท่านั้น การขอเพิ่มดอกเบี้ยที่โจทก์ลืมระบุถือเป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลย ไม่ใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลจึงไม่อาจอนุญาตได้
- (ข) เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่าคู่ความไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก ย่อมรวมถึงประเด็นการขับไล่ออกจากที่ดินด้วย การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยอีกครั้งโดยอาศัยเหตุเดิม จึงเป็นการฟ้องซ้ำตามมาตรา 148
ข้อ 3: การแก้ไขคำฟ้องในคดีค้ำประกันและฟ้องแย้ง
- (ก) การขอแก้ไขคำฟ้องต้องเป็นการแก้ไขคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว หากโจทก์ฟ้องผู้ค้ำประกันโดยยังไม่ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวตามเงื่อนไข 60 วัน คำฟ้องนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น จึงไม่อาจขอแก้ไขเพื่อให้คำฟ้องที่เสียไปกลายเป็นคำฟ้องที่ชอบในภายหลังได้
- (ข) เมื่อคำฟ้องโจทก์ไม่ชอบและศาลยกฟ้อง ย่อมถือว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะให้จำเลยฟ้องแย้งได้ จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง
ข้อ 4: การขออนุญาตยื่นคำให้การและการขอพิจารณาคดีใหม่
- (ก) จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การสามารถขออนุญาตยื่นคำให้การได้ก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ได้จงใจขาดนัดหรือมีเหตุอันสมควร ศาลต้องอนุญาต
- (ข) จำเลยที่มาศาลในวันสืบพยานโจทก์นัดแรกและมีการสืบพยานไปแล้ว แม้นัดต่อมาจะไม่มาศาล ก็ไม่ถือว่าเป็นการขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 200 จึงไม่มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่
ข้อ 5: การวางเงินค่าธรรมเนียมในการอุทธรณ์
- (ก) ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ หากไม่วาง ศาลต้องสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำมาวางให้ถูกต้องก่อนตามมาตรา 232 จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ทันทีไม่ได้
- (ข) คำสั่งศาลที่ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ถือเป็นคำสั่งที่กระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะตัวของจำเลยผู้นั้น จำเลยอีกคนที่ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลในส่วนนี้เมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว
ข้อ 6: วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีฉุกเฉิน
- (ก) คำสั่งที่ให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินถือเป็นที่สุดตามมาตรา 267 วรรคสอง ผู้อุทธรณ์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว
- (ข) หากศาลไม่ได้ไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวโดยด่วนทันที แต่มีการส่งสำเนาให้ฝ่ายตรงข้ามทราบและนัดไต่สวนตามปกติ ถือเป็นการไต่สวนตามวิธีธรรมดา ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน คำสั่งของศาลจึงไม่เป็นที่สุดและสามารถอุทธรณ์ได้
ข้อ 7: การขอเฉลี่ยทรัพย์ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
- (ก) เจ้าหนี้ภาษีอากรค้างชำระสามารถขอเฉลี่ยเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ แม้จะมีทรัพย์สินอื่นที่อาจยึดได้ก็ตาม เพราะถือเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 326 วรรคสาม
- (ข) การขอเฉลี่ยเงินต้องยื่นภายใน 15 วันนับแต่วันขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น ๆ หากยื่นเกินกำหนดแม้จะเป็นลูกหนี้คนเดียวกันแต่เป็นการขายทรัพย์สินคนละส่วน ก็ถือว่าพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย
ข้อ 8: อำนาจฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้มีประกัน
- เจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิเลือกที่จะไม่ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่ไปใช้สิทธิบังคับจำนองเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันได้เอง โดยต้องฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อบังคับจำนอง ซึ่งศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาคดีนี้
ข้อ 9: ผลของการไม่ขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการต่อผู้ค้ำประกัน
- ในคดีฟื้นฟูกิจการ หากเจ้าหนี้ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด สิทธิในการเรียกร้องหนี้จากตัวลูกหนี้ (บริษัท) จะสิ้นสุดลงตามแผนฟื้นฟู แต่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของผู้ค้ำประกัน เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข้อ 10: อำนาจผู้พิพากษาคนเดียวและเขตอำนาจศาลเยาวชนฯ
- (ก) ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ในแต่ละกระทงความผิด แม้รวมหลายกระทงแล้วจะเกิน 3 ปี หรือจำคุกจริงจะเกิน 6 เดือน ก็ยังอยู่ในอำนาจ
- (ข) หากปรากฏภายหลังว่าจำเลยเป็นเยาวชนในขณะกระทำผิด ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคือศาลเยาวชนและครอบครัว หากคดีไปถึงศาลอุทธรณ์แล้วพบข้อเท็จจริงนี้ ศาลอุทธรณ์ต้องโอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจ ไม่สามารถพิพากษาเองได้
------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 347 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|