ติดต่อเรา : [email protected]
กรณีเจ้าของบัญชีตามเช็คแต่มิได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค
คำว่า “เจ้าของบัญชี” ตามเช็คนั้น บางครั้งมีการไปเปิดบัญชีกับทางธนาคาร
สมมติ
นาย ก. ไปเปิดบัญชีกับธนาคารแต่อาจจะกำหนดเงื่อนไขกับทางธนาคารไว้ว่า
ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค คือ นาย ก. หรือ นาย ข. ก็ได้ อย่างนี้ สมมติ นาย ข.
ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายแล้ว นาย ก. ก็ไม่ต้องรับผิดด้วย แต่ที่ไม่ต้องรับผิดนี้ ให้จำเบื้องต้น
ก่อนว่า ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงิน แต่อาจต้องรับผิดตามกฎหมายลักษณะตัวแทน
ซึ่งจะมีฎีกาที่น่าสนใจจะได้กล่าวต่อไป
จุดนี้ยกตัวอย่างในเบื้องต้นก่อน ศาลฎีกาเคยตัดสินไว้ตามฎีกาที่ 2070/2522
ว่า เช็คลงลายมือชื่อภริยาจำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย แม้เป็นเช็คตามบัญชีเงินฝากของจำเลย
และภริยาจำเลยมีอำนาจสั่งจ่ายเช็คได้ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิด
ผู้ที่ลงลายมือชื่อในตัวเงินแต่ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงิน
มีกรณีใดบ้าง ?
กรณีแรกให้ดู มาตรา 901
มาตรา 901 ถ้าบุคคลคนใดลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินและมิได้
เขียนแถลงว่ากระทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่งไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นย่อมเป็น
ผู้รับผิดตามความในตั๋วเงินนั้น
บทบัญญัติในมาตรา 901 นั้น กฎหมายบัญญัติขึ้นมาเพื่อมิให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อ
ในตั๋วเงินยกข้ออ้างปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่า ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นกระทำการแทน
บุคคลอื่น คือ กฎหมายปิดปากเลยว่า เมื่อลงลายมือชื่อในตั๋วเงินแล้วจะต้องรับผิดตามมาตรา 900 ถึงแม้จะลงลายมือชื่อแทนบุคคลอื่น ก็คือ ตัวแทนลงลายมือชื่อแทนตัวการ
แต่ตราบใดก็ตามที่ในตั๋วเงินไม่มีข้อความอะไรเขียนไว้ว่า “ลงลายมือชื่อหรือกระทำการแทนบุคคลใด” บุคคลนั้นก็จะต้องรับผิด จะยกขึ้นเป็นข้อปฏิเสธเมื่อถูกฟ้องไม่ได้
ดังนั้น กรณีตามมาตรา 901 เมื่อตัวแทนที่ลงลายมือชื่อแทนตัวการลงในตั๋วเงิน แล้วเขียนระบุว่า “เป็นการลงลายมือชื่อแทนตัวการ” ดังนี้ ถึงจะไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงิน
เช่น นาย ก. ออกตั๋วแลกเงิน โดยเขียนในตั๋วแลกเงินเลยว่า “ในฐานะกระทำการ
แทน นาย ข.” อย่างนี้ เข้ามาตรา 901 นาย ก. ไม่ต้องรับผิดเพราะ นาย ก. เขียนแถลง
ไว้แล้วว่าออกตั๋วแลกเงินในฐานะเป็นตัวแทนบุคคลอื่น
แต่ถ้าไม่ได้เขียนแถลงว่า เป็นการลงลายมือชื่อแทนตัวการ อย่างนี้ ต้องรับผิด
เวลาถูกฟ้องจะยกขึ้นต่อสู้ไม่ได้ว่า ลงลายมือชื่อแทนตัวการ (คำพิพากษาฎีกา
ที่ 3803/2547 และ 7810/2547)
อันนี้เป็นกรณีแรก แล้วจะมีข้อเกี่ยวข้องกับประเด็นต่อไป จะได้กล่าวภายหลัง
กรณีที่สอง ผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินแต่อาจจะไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความ
ในตั๋วเงิน คือ กรณีที่เจ้าของลายมือชื่อนั้นไม่มีความสามารถ หรือบกพร่องในเรื่อง
ความสามารถ
มาตรา 902 ถ้าตั๋วเงินลงลายมือชื่อของบุคคลหลายคนมีทั้งบุคคลซึ่งไม่อาจจะเป็นคู่สัญญาแห่งตั๋วเงินนั้นได้เลยหรือเป็นได้แต่ไม่เต็มผลไซร้ ท่านว่าการนี้ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความรับผิดของบุคคลอื่น ๆ นอกนั้นซึ่งคงต้องรับผิดตามตั๋วเงิน
ตั๋วเงิน ก็เป็นสัญญาอย่างหนึ่ง ดังนั้น คู่สัญญาจะต้องมีความสามารถ
ตามบทบัญญัติในเรื่องนิติกรรมเกี่ยวกับเรื่องความสามารถ ซึ่งในเรื่องตั๋วเงิน กฎหมาย
จะบัญญัติไว้ในมาตรา 902
บทบัญญัติในมาตรา 902 นั้นเป็นบทบัญญัติที่กฎหมายบัญญัติคุ้มครองบุคคล
ที่เป็นคู่สัญญาในตั๋วเงิน โดยเฉพาะถ้าเป็นคู่สัญญาฝ่ายเจ้าหนี้ ก็คือ ฝ่ายที่เป็นผู้ทรง
สรุปความในมาตรา 902 ก็คือว่า เนื่องจากตั๋วเงินเป็นตราสารที่โอนเปลี่ยนมือได้
บุคคลก็สามารถเข้ามาผูกพันเป็นคู่สัญญา โดยเฉพาะในฝ่ายลูกหนี้เป็นได้โดยไม่จำกัด
จำนวนคน ดังนั้น เมื่อมีบุคคลหลายคนเข้ามาผูกพันเป็นคู่สัญญาฝ่ายลูกหนี้ในตั๋วเงิน
ก็อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นว่า บุคคลหนึ่งบุคคลใดอาจจะบกพร่องในเรื่องความสามารถ
เช่น เป็นผู้เยาว์ อย่างนี้จะมีผลกระทบถึงความรับผิดของลายมือชื่ออื่น ๆ ที่สมบูรณ์ใน
ตั๋วเงินนั้นหรือไม่ ซึ่งมาตรา 902 ก็บัญญัติว่า ไม่กระทบ
ก็หมายความว่า ในเรื่องตั๋วเงินนั้นคู่สัญญาคนใดที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน
แล้วปรากฏว่า คู่สัญญาคนนั้นไม่มีความสามารถหรือบกพร่องในเรื่องความสามารถในการทำนิติกรรม ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลนั้น บุคคลที่ลงลายมือชื่อคนอื่น ๆ ที่มีความสามารถสมบูรณ์จะยกเหตุที่คู่สัญญาคนหนึ่งบกพร่องในเรื่องความสามารถมาเป็นข้ออ้าง เพื่อที่ตนจะไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงินไม่ได้
ในเรื่องตั๋วเงินสังเกตให้ดี กฎหมายจะมีหลักเกณฑ์ว่า บุคคลใดจะต้องรับผิด
ก็รับผิดไป บุคคลใดไม่ต้องรับผิดก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลนั้น ถ้าดูมาตรา 1006
จะเห็นได้ชัดเจน กฎหมายบัญญัติว่า “การที่ลายมือชื่ออันหนึ่งในตั๋วเงินเป็นลายมือปลอม ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความสมบูรณ์แห่งลายมือชื่ออื่น ๆ ในตั๋วเงินนั้น”
ตามตัวอย่างตั๋วเงินมีลายมือปลอมก็เสียเฉพาะลายมือที่ปลอม แต่ไม่กระทบถึง
ลายมือชื่ออื่น ๆ ที่สมบูรณ์ คนที่ลงลายมือชื่อที่สมบูรณ์นั้นต้องรับผิดจะไปอ้างว่าลายมือชื่อคนอื่นปลอม ตนเองจึงหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยหาได้ไม่ ซึ่งมาตรา 902 กับมาตรา 1006 กฎหมายจะบัญญัติไว้คล้าย ๆ กัน
ในมาตรา 902 เจ้าของลายมือชื่อที่ไม่มีความสามารถหรือความสามารถบกพร่อง
ในการที่จะเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินนั้นถึงแม้ลงลายมือชื่อ เขาอาจจะไม่ต้องรับผิด ก็เป็นเรื่อง
เฉพาะตัวของบุคคลนั้น
มาตรา 902 กฎหมายได้บัญญัติถึงบุคคลที่ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงิน ถึงแม้
จะลงลายมือชื่อแต่ไม่ต้องรับผิดไว้เป็น 2 กรณี คือ
บุคคลซึ่งไม่อาจเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงิน
บุคคลซึ่งไม่อาจเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินนั้น ก็คือ บุคคลนั้นไม่มีคุณสมบัติในการที่จะ
เข้ามาเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินนั้นได้นั่นเอง อันนี้มักจะเกิดในกรณีนิติบุคคล เพราะว่าตาม
กฎหมายแล้วนิติบุคคลจะมีอำนาจหน้าที่ภายในขอบอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ตามที่
กฎหมายกำหนดตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งตามมาตรา 76 แห่ง ปพพ.
เช่น สมมติว่า บริษัทจำกัดแห่งหนึ่งตั้งขึ้นมามีวัตถุประสงค์ในการขายข้าวสาร
อย่างนี้ บริษัทจะไปขายรถยนต์ไม่ได้ ถือว่านอกวัตถุประสงค์
เพราะฉะนั้น คำว่า “บุคคลซึ่งไม่อาจเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงิน“ นั้น เช่น นิติบุคคล
แห่งหนึ่งมีข้อบังคับไว้เลยว่านิติบุคคลนั้นจะออก โอนหรือสลักหลังตั๋วเงินไม่ได้ จดทะเบียน
ไว้ดังนี้เลย อย่างนี้ บริษัทแห่งนี้ก็เป็นบุคคลที่ไม่สามารถจะเป็นคู่สัญญาแห่งตั๋วเงินได้เลย
บุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญาได้แต่ไม่เป็นผล
หมายความถึง บุคคลที่ไม่มีความสามารถบริบูรณ์เต็มที่หรือบุคคลที่บกพร่องในเรื่องความสามารถ นั่นเอง อันนี้จะอยู่ในเรื่องนิติกรรม เช่น ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ
ตัวอย่าง
สมมติว่า เช็คฉบับหนึ่งมี นาย ก. ข. ค. ร่วมกันเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค แล้วชำระหนี้
ให้แก่ นาย ง. ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ปรากฏว่า นาย ก. เป็นผู้เยาว์
แล้วผู้แทนโดยชอบธรรมก็บอกกล่าวแล้วมีผลทำให้นิติกรรมนั้น เป็นโมฆะ
ถามว่า นาย ง. ผู้ทรงฟ้อง นาย ข. กับ ค. ได้หรือไม่
ดังนี้ ก็ฟ้องได้เพราะมาตรา 902 บัญญัติไว้ว่า การที่ลายมือชื่อของนาย ก.
ซึ่งนาย ก.เป็นบุคคลที่บกพร่องในเรื่องความสามารถเพราะเป็นผู้เยาว์ ก็เป็นเรื่องของ นาย ก. ที่ไม่ต้องรับผิด
ส่วนนาย ข. กับ ค. ซึ่งมีความสามารถสมบูรณ์และลงลายมือชื่อก็จะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้นตามมาตรา 900 จะไปอ้างว่า ลายมือชื่อนาย ก. เป็นผู้เยาว์และผู้แทนโดยชอบธรรมบอกล้างแล้วตนจึงไม่ต้องรับผิดด้วยหาได้ไม่ มาตรา 902 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความรับผิดของบุคคลอื่น ๆ นอกจากนั้น ซึ่งคงต้องรับผิดตามตั๋วเงิน“
กรณีสุดท้ายที่ผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินแต่ไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงิน
คือ การลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนของนิติบุคคล
กรณีที่กรรมการบริษัทลงลายมือสั่งจ่ายหรือสลักหลังเช็คถูกต้องตามข้อบังคับใน
วัตถุประสงค์ของบริษัทและถูกต้องตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันที่ตกลงไว้กับธนาคาร
ถามว่า ถ้าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค กรรมการบริษัทจะต้องรับผิดในทาง
แพ่งเป็นส่วนตัวหรือไม่ ?
สมมติว่า บริษัทจำกัดแห่งหนึ่งในหนังสือรับรองระบุไว้เลยว่า นาย ก. กับ
นาย ข. ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้
แล้วก็ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันไว้กับธนาคารว่าเวลาสั่งจ่ายเช็ค ก. และ ข. ลงลายมือชื่อร่วมกันประทับตราบริษัท ต่อมาปรากฏว่าบริษัทไปซื้อสินค้า โดย ก. กับ ข. ก็ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คและประทับตราของบริษัท มอบเช็คให้แก่ผู้ขายสินค้าไป ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค
ผู้ทรงก็เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทจำกัด เป็นจำเลยที่ 1 กรรมการที่ลงลายมือชื่อเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3
ถามว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดใช้เงินตามเช็คหรือไม่ ?
ปัญหานี้ดูเป็นลำดับไป คือ
บริษัทจำกัดนั้นเป็นนิติบุคคลตาม ปพพ. มาตรา 1015 เมื่อเป็นนิติบุคคลแล้วในมาตรา 70 นิติบุคคลก็จะต้องมีบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนก็ตามเป็นผู้จัดการ เพราะว่าความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนทั้งหลายของนิติบุคคลนั้น ซึ่งในกรณีบริษัทจำกัด คนที่เป็นผู้แทนของบริษัท ก็คือ กรรมการ ในมาตรา 1144 กฎหมายจะบัญญัติไว้เลยว่า “บรรดาบริษัทจำกัด ให้มีกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนด้วยกันจัดการตามข้อบังคับของบริษัท และอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นทั้งปวง”
เพราะฉะนั้น กรณีบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคล บุคคลซึ่งเป็นผู้แทน ก็คือ กรรมการ
บริษัทนั่นเอง
ฎีกาที่ 989/2543 กรรมการบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมเป็นผู้แทนและเป็นผู้แสดงออกซึ่งความประสงค์ของบริษัทตามมาตรา 70 ซึ่งหมายความว่า ผู้แทนมีอำนาจหน้าที่กระทำในนามของบริษัทภายในอำนาจของตน และถือว่าเป็นการกระทำของบริษัทเอง ไม่ใช่เป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทหรือบริษัทเป็นผู้สั่งการให้ทำ ผู้แทนของบริษัทไม่ใช่ตัวแทนของบริษัท ดังนั้น การที่กรรมการบริษัทลงลายมือชื่อสั่งจ่าย หรือสลักหลังตั๋วเงินถูกต้องตามข้อบังคับในขอบวัตถุประสงค์ของบริษัทตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับธนาคาร จึงถือเสมือนว่า
บริษัทนั่นเองเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค
ดังนั้น การที่กรรมการบริษัทลงลายมือชื่อไปโดยถูกต้อง จึงถือเสมือนว่า เป็นการ
กระทำของบริษัทนั่นเอง บริษัทเป็นคนสั่งจ่ายเช็คก็ต้องรับผิด กรรมการก็ไม่ต้องรับผิด
ทั้งนี้ โดยที่กรรมการบริษัทไม่ต้องเขียนลงในเช็คว่ากระทำการแทนบริษัทไม่ต้องเขียน (มีฎีกาที่ตัดสินเรื่องนี้ไว้มากมาย 457/2543 989/2543,341/2540,1900/2526)
(ฉะนั้น จะไปฟ้องกรรมการไม่ได้ในทางแพ่งนั้น ถ้าหากว่าฟ้องกรรมการบริษัทมา
ศาลจะพิพากษายกฟ้อง เพราะถือว่า กรรมการบริษัทเป็นผู้แทนไม่ใช่ตัวแทน)
สรุป กรณีกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อสั่งจ่ายหรือสลักหลังเช็คถูกต้องตามข้อบังคับในขอบวัตถุประสงค์และตามคำขอเปิดบัญชีที่ตกลงกับธนาคาร กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ถือว่า บริษัทจำกัดนั้นเองเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค
แต่…ปัญหาก็เกิดขึ้นว่า ถ้ากรรมการลงลายมือชื่อไม่ถูกต้อง เช่น กรรมการลงชื่อไม่ครบตามที่จดทะเบียนไว้ ไม่ประทับตราของบริษัท คนลงลายมือชื่อไม่ได้เป็นกรรมการ
ดังนี้ ผลจะเป็นอย่างไร ?
สมมติ ข้อบังคับของบริษัทที่จดทะเบียนระบุไว้ว่า ต้องมีกรรมการ 2 คน
ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัท
ปัญหามีว่า ถ้าบุคคลที่ไปลงลายมือชื่อไม่ใช่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท
หรือกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อ 2 คนแต่ไม่ได้ประทับตราของบริษัทตามที่ข้อบังคับกำหนดไว้ หรือกรรมการลงลายมือชื่อคนเดียวสั่งจ่ายเช็คและประทับตรา
ผลก็คือ ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำในฐานะผู้แทนนิติบุคคล จึงไม่ถือว่าบริษัทเป็นผู้สั่งจ่ายหรือสลักหลังเช็ค ดังนั้น จึงไม่ผูกพันบริษัทให้ต้องรับผิด เพราะฉะนั้น จะฟ้องบริษัทจำกัดไม่ได้ กรรมการผู้นั้นต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ผู้ทรงชอบที่จะฟ้องกรรมการบริษัท
ผู้ลงลายมือชื่อให้รับผิดตามมาตรา 900 (ฎ. 250/2541,7810/2547,7121/2539,8546/2534)
แต่ทั้งนี้ มีข้อยกเว้น กรณีที่กรรมการลงลายมือชื่อไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทซึ่งถือว่าเป็นการกระทำนอกอำนาจนั้น หากบริษัทจำกัดได้ให้สัตยาบัน ดังนี้ ผู้ทรงเช็คสามารถฟ้องบริษัทจำกัดให้รับผิดได้ แต่ต้องฟ้องตามกฎหมายว่าด้วยตัวแทน เพราะฉะนั้น ให้จำหลักเกณฑ์ตรงนี้ไว้ ผู้ทรงจะไปฟ้องบริษัทจำกัดให้รับผิดตาม
ตั๋วเงินไม่ได้ เพราะไม่ถือว่า บริษัทจำกัดเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค (ฎ. 2159/2542 กับ 9442/2542)
ฎีกาที่ 9442/2542 โจทก์ฟ้องในเรื่องกฎหมายตัวการตัวแทน ดังนั้น เมื่อตัวการ คือบริษัทที่ไปให้สัตยาบันต้องรับผิดแล้ว ตัวแทนก็พ้นความรับผิดไป ถ้าไปอ่านฎีกาเองอาจสับสนว่า ฎีกาบางฉบับกรรมการลงลายมือชื่อไม่ถูกต้องตามข้อบังคับแล้วศาลฎีกาวินัจฉัยว่า บริษัทจำกัดไม่ต้องรับผิด แล้วทำไมฎีกาบางเรื่องวินิจฉัยว่าต้องรับผิด
จุดแตกต่างอยู่ตรง ที่ว่า รับผิดตามกฎหมายใด ?
- ถ้าเป็นเรื่องตั๋วเงินก็ไม่ต้องรับผิด แต่ถ้าเป็นเรื่องตัวการตัวแทนแล้วต้องรับผิด
กรณีของห้างหุ้นส่วนจำกัด
มาตรา 1077 หุ้นส่วนจะมี 2 ประเภท
1. หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด
2. หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
บุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคล กรณีของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นกฎหมายจะ
บัญญัติไว้ในมาตรา 1087 ว่า ผู้ที่จะเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ก็แต่เฉพาะหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น
ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องตั๋วเงิน ก็คือ กรณีหุ้นส่วนผู้จัดการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คประทับตราห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกต้องตามข้อบังคับ ต่อมาปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเช็คฉบับดังกล่าว
ถามว่า ผู้ทรงเช็คจะฟ้องใครให้ต้องรับผิดได้บ้าง ?
กรณีนี้ หุ้นส่วนผู้จัดการนั้นเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งมาตรา 1077 กฎหมายบัญญัติว่า จะต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน
ดังนั้น ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการก็จะเป็นไปตามมาตรา 1077 นี้เอง
เพราะฉะนั้น กรณีเป็นเช็คที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นผู้สั่งจ่ายนั้น ตัวผู้ทรงสามารถฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นจำเลยที่ 1 ฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นจำเลยที่ 2 ได้
จะฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดก็ได้ เพราะเป็นไปตามมาตรา 1077 นั่นเอง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดก็ตาม จำเลยก็ต้องรับผิดตามเช็คนั้น ตามมาตรา 1077 (2) และมาตรา 900 หาใช่หากจำเลยทำในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวไม่
ก็ให้จำหลักเกณฑ์ไว้ว่า กรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คนั้น เป็นสิทธิของผู้ทรงที่เป็นโจทก์จะฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดและหุ้นส่วนผู้จัดการก็ได้ หรือฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียวก็ได้โดยไม่ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด (ฎ. 1583/2536 , 2189/2542 , 8840/2543)
Username :
Password :
เลือกประเภท:
[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์]
สมัครใช้งาน | ลืม Username/Password?