หัวข้อ : สรุปหลักกฎหมาย เนติบัณฑิต ภาค 1 กฎหมายแพ่ง (ค้ำประกัน)
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ






มาตรา 680  อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น

                ข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักการค้ำประกันตามมาตรา 680

                1.   ค้ำประกันการทำงาน ถ้าเปลี่ยนตำแหน่งที่มีความเสี่ยงภัยมากขึ้น แล้วทำผิดเมื่อเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด

                คำพิพากษาฎีกาที่ 8286/2550 ตามสัญญาค้ำประกันข้อ 1 ระบุให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลย  ที่ 1 ซึ่งสมัครเข้าทำงานในบริษัทโจทก์ตามใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ความรับผิดของจำเลย  ที่ 2 จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามจ้างแรงงานต่อโจทก์ ในขณะทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่จำเลยที่ 2 ระบุในสัญญาค้ำประกันข้อ 1 แม้ว่าสัญญาค้ำประกันข้อ 4. ระบุว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมและตกลงด้วยว่าหากโจทก์ โยกย้าย  แต่งตั้ง สับเปลี่ยน หรือถอดถอนจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับบริษัทในเครือหรือสำนักงานสาขาแห่งใดให้ถือว่าสัญญาค้ำประกันนี้มีผลบังคับได้เช่นเดิมตลอดไป ก็มีความหมายเพียงว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่ค้ำประกันไว้เท่านั้น เมื่อโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ย้ายจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่แผนกบุคคลไปทำหน้าที่พนักงานขาย อันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 2 มากขึ้นเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

                2.   ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเฉพาะเท่าที่ลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิด ส่วนใดที่ผู้ลูกหนี้ชั้นต้นไม่ต้องรับผิด ผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิด

                คำพิพากษาฎีกาที่ 4246/2549  ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารจำเลยทำให้ไว้แก่หน่วยราชการโจทก์เพื่อค้ำประกันผู้รับเหมางานของหน่วยราชการโจทก์มิใช่ข้อตกลงที่ให้สิทธิหน่วยราชการโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันโดยไม่คำนึงว่าบริษัทผู้รับเหมาจะมีหนี้ที่ต้องรับผิดชำระแก่หน่วยราชการโจทก์หรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าบริษัทผู้รับเหมาต้องรับผิดชำระหนี้ต่อหน่วยราชการโจทก์เพียงใดหรือไม่ก่อน เพราะธนาคารจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงเท่าที่บริษัทผู้รับเหมาต้องรับผิดต่อหน่วยราชการโจทก์เท่านั้น

 

                3.   ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้นไปแล้ว ถ้ายังไม่คุ้มหนี้ ลูกหนี้ชั้นต้นยังต้องรับผิด

                มาตรา 685  ถ้าเมื่อบังคับตามสัญญาค้ำประกันนั้น ผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้  รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และอุปกรณ์ด้วยไซร้ หนี้ยังเหลืออยู่เท่าใด ท่านว่าลูกหนี้ยังคง   รับผิดต่อเจ้าหนี้ในส่วนที่เหลือนั้น

                4.   ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ไปแล้วมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ชั้นต้นไม้ มาตรา 693 ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันนั้น

                มาตรา 681 วรรคหนึ่ง ค้ำประกันนั้นจะได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์

                ความไม่สมบูรณ์ของหนี้ประธานอันเนื่องมาจากสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้ประธานไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด เช่น สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ถ้าหากทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เช่าซื้อฝ่ายเดียวย่อมเป็นโมฆะ เจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อจะฟ้องผู้เช่าซื้อให้รับผิดตามสัญญาได้ไม่ ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวไม่ต้องรับผิด เพราะการค้ำประกันจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1800/2511)

                ต่างจากกรณีสัญญากู้ซึ่งเป็นกรณีที่หนี้ประธานสมบูรณ์แต่ขาดหลักฐานเป็นหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด เช่น กู้ยืมเงินกว่า 2,000 บาท ผู้ให้กู้ส่งมอบหมายให้ผู้กู้แล้ว สัญญาคู่ยืมบริบูรณ์แล้ว ตามามาตรา 650 วรรคสอง “สัญญานี้ (ยืมใช้สิ้นเปลือง) ย่อมมีบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม” ดังนั้น แม้การกู้ยืมที่มีการส่งมอบเงินกันแล้ว นั้นจะไม่ได้ทำสัญญากันไว้เป็นหนังสือและยังไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีการค้ำประกันหนี้รายนั้นได้ แม้เจ้าหนี้จะฟ้องผู้กู้ไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่ถ้าการค้ำประกันนั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือ  เจ้าหนี้ก็มีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันได้ เพียงแต่ผู้ค้ำประกันมีสิทธิตามมาตรา 694 ที่จะยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้คือผู้กู้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้

                สัญญากู้เงินและค้ำประกันที่เป็นเอกสารปลอมถือได้ว่าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 653 วรรคแรก และมาตรา 680 วรรคสอง ฟ้องร้องบังคับคดีกันไม่ได้ แต่จำนวนเงินที่ผู้กู้ ได้รับไปแล้วจึงมีอยู่เท่าใด หนี้เงินกู้ยืมส่วนนั้นก็บริบูรณ์หรือสมบูรณ์แล้ว หากมีการจำนองประกันหนี้ จำนองก็ยังสมบูรณ์ตามส่วนที่กู้กันจริง โดยผลของมาตรา 650 วรรคสอง ประกอบมาตรา 681 วรรคแรก และมาตรา 707

                หมายเหตุ  มาตรา 707 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันมาใช้กับการจำนอง ซึ่งตามมาตรา 681 การค้ำประกันจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์ และมาตรา 650 วรรคสอง การให้ยืมใช้สิ้นเปลืองนั้น สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม ดังนั้น แม้สัญญากู้และค้ำประกันจะปลอม ฟ้องบังคับตามสัญญาทั้งสองไม่ได้ แต่การกู้เงินจำนวน 200,000 บาท บริบูรณ์แล้ว จึงมีการจำนองได้และฟ้องบังคับจำนองได้

 

                กรอกตามที่ตกลงกัน ส่วนต้นเงินยังสมบูรณ์ ส่วนดอกเบี้ยที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ ถ้ามีการจำนองประกันหนี้ จำนองสมบูรณ์ในส่วนที่ประกันต้นเงินทั้งนี้โดยผลของมาตรา 650 วรรคสอง ประกอบมาตรา 681 วรรคแรก และมาตรา 707 เช่นกัน

                คำพิพากษาฎีกาที่ 4372/2545 โจทก์นำเงินดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คิดในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 ไปรวมเข้ากับต้นเงิน 300,000 บาท ที่กู้ยืม แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแย่งแยกการกู้เงินออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือกู้เงินจำนวน 300,000 บาท อีกส่วนหนึ่ง คือ 60,000 บาท เฉพาะนิติกรรมการกู้ยืมส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท เท่านั้น ที่ตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนจำนวน 300,000 บาท ยังคงสมบูรณ์อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 หนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์จำเลยในเงินส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่สมบูรณ์  เมื่อจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงิน 360,000 บาท สัญญาจำนอง ประกันหนี้จึงมีผลใช้บังคับได้ตามจำนวนหนี้ประธานที่สมบูรณ์ คือ จำนวน 300,000 บาท เมื่อโจทก์   บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองในหนี้ส่วนนี้ได้

                มาตรา 681 วรรคสอง หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไข จะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้

                ค้ำประกันและจำนองเป็นประกันหนี้ในอนาคตได้

                คำพิพากษาฎีกาที่ 598/2544  สัญญาค้ำประกันและจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์กับ   จำเลยที่ 2 ตกลงค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่าหนี้ในอนาคตก็ประกันได้ และมาตรา 707 บัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนองอนุโลมตามควร ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญา จำนองและสัญญาค้ำประกันไว้ก่อนที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ครั้งที่ 3 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลย   ที่ 1 ในหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินครั้งที่ 3 ด้วย (นอกจากนี้ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 5133/2550 ค้ำประกันการทำงาน ก่อนการทางจริงก็ได้)

                มาตรา 681 วรรคสาม หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้น ก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าหากว่าผู้ค้ำประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน

                “สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้” หมายถึงสัญญาที่เป็นโมฆียะเพราะลูกหนี้ทำลงโดยสำคัญผิดหรือเป็นคนไร้ความสามารถ ต่อมามีการบอกล้าง สัญญานั้นจึงไม่ผูกพันลูกหนี้ การค้ำประกันที่ทำไว้จะสมบูรณ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าในขณะเข้าทำสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันรู้หรือไม่ว่าลูกหนี้ ทำสัญญาด้วยความสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถถ้าผู้ค้ำประกันรู้ การค้ำประกันนั้นก็ยังคงสมบูรณ์      ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน และไม่มีมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ตาม   มาตรา 694 เช่น ก. ผู้เยาว์กู้ยืมเงินจาก ข. โดยมี ค. เป็นผู้ค้ำประกัน ขณะทำสัญญาค้ำประกัน ค. รู้อยู่แล้วว่า ก. ผู้เยาว์ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ต่อมาเมื่อผู้แทนโดยชอบธรรมบอกล้าง สัญญากู้ยืมซึ่งเป็นโมฆียะมีผลทำให้สัญญาผู้ยืมเป็นโมฆะมาแต่แรก ตามมาตรา 176 คู่กรณีตามสัญญากู้ยืมต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้า ก. ยังไม่คืนเงินให้ ข. ค. ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

          กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วว่าใครมีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรม ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจะใช้สิทธิของลูกหนี้บอกล้างโมฆียะกรรมนั้นไม่ได้

                มาตรา 682 วรรคสอง  ถ้าบุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันไซร้ท่านว่าผู้ค้ำประกันเหล่านั้นมีความรับผิดชอบลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่ามิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกัน    มีความรับผิดชอบอย่างลูกหนี้ร่วมกันแม้ไม่ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันพร้อมกัน

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2243/2536  ผู้ค้ำประกันหลายคนที่เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันซึ่งจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนั้น ไม่จำต้องเข้าเป็นผู้ค้ำประกันพร้อมกัน จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2521 จำเลยที่ 3 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2522 โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 เข้าทำงาน การที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานทำให้โจทก์เสียหาย 6 ครั้ง ความเสียหายดังกล่าวถือเป็นหนี้รายเดียวกัน จำเลยที่ 2    และที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม

                จะต้องทำบทบัญญัติในเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ แต่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่ต้องจดจำคือชุดมาตรา ดังนี้

                มาตรา 291  “...เจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงแต่เพียงครั้งเดียว...”

                มาตรา 269 ในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันทั้งหลายนั้น ท่านว่าต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าส่วนที่ลูกหนี้ร่วมกันคนใดคนหนึ่งจะพึงชำระนั้นเป็นอันจะเรียกเอาจากคนนั้นไม่ได้ไซร้ ยังขาดจำจำนวนอยู่เท่าไร ลูกหนี้คนอื่นๆ ซึ่งจำต้องออกส่วนด้วยนั้น ก็ต้องรับใช้ แต่ถ้าลูกหนี้ร่วมกันคนใดเจ้าหนี้ได้ปลดให้หลุดพ้นจากหนี้อันร่วมกันนั้นแล้ว ส่วนที่ลูกหนี้ คนนั้นจะพึงต้องชำระหนี้ก็ตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ไป

                มาตรา 293 การปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่นๆ เพียงเท่าส่วนของลูกหนี้ที่ได้ปลดให้เว้นแต่จะได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น

                มาตรา 229  การรับช่วงสิทธิย่อมมีขึ้นด้วยอำนาจกฎหมายและย่อมสำเร็จเป็นประโยชน์แก่บุคคลอังจะกล่าวต่อไปนี้คือ...(3) บุคคลผู้มีความผูกพันร่วมกับผู้อื่นหรือเพื่อผู้อื่นในอันจะต้องใช้หนี้มีส่วนได้เสียด้วยในการใช้หนี้นั้น จะเข้าใช้หนี้นั้น”

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1876/2551 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมไว้กับธนาคารเจ้าหนี้ จำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยมีโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกอีก 6 คน เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินต่างกัน โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไปจำนวน 4,880,000 บาท ให้แก่ ธนาคารเจ้าหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 และเข้ารับช่วงสิทธิของธนาคารเจ้าหนี้ไล่เบี้ยผู้ค้ำประกันอื่นได้ตามสัดส่วนที่ผู้ค้ำประกันแต่ละคนเข้าผูกพันชำระหนี้ตาม มาตรา 693 ประกอบมาตรา 229 (3), 296 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชอบกับจำเลยที่ 2 ตามสัดส่วนที่ทำสัญญาค้ำประกันไว้ ในวงเงินเพียง 500,000 บาท และมียอดหนี้คำนวณถึงวันฟ้องคดีนี้ไม่ถึง 1,000,000 บาท ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ล้อมละลายฯ มาตรา 9 (2)

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2541/2544  จำเลยและ ส. ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของบริษัท อ. จำกัด โดยยอมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยและ ส. ได้จดทะเบียนของจำนวนที่ไว้เป็นประกัน ต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินที่จำนองเป็นประกันหนี้ไป และ ส. ได้ชำระหนี้แก่โจทก์จำนวนหนึ่งซึ่งโจทก์ก็ได้ออกหนังสือปลดหนี้แก่ ส. แล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดชอบผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 และ 296 การที่โจทก์สละสิทธิต่อ ส. ย่อมมีผลทำให้หนี้ส่วนที่เหลือสำหรับ ส. ระงับไปตาม ป.พ.พ. 340 และย่อมมีผลให้หนี้สำหรับจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันว่าระงับไปด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 293

                สำหรับความผิดของผู้ค้ำประกันที่มีต่อเจ้าหนี้ต้องเป็นไปตามสัญญาค้ำประกันต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้เต็มจำนวนตามมาตรา 291 แล้วจึงมาไล่เบี้ยจากผู้ค้ำประกันอื่นตามมาตรา 229 (3) ประกอบมาตรา 296

                คำพิพากษาฎีกาที่ 359/2509 ในระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันบทบทบัญญัติลักษณะค้ำประกันไม่ได้กำหนดความรับผิดต่อไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตรา 229, 296 ในกรณีผู้ค้ำประกันสองคน      ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งชำระหนี้ทั้งหมดแทนลูกหนี้ไปย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยแก่ผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งได้กึ่งหนึ่ง (นอกจากนี้ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 2111/2551)

                แต่ผู้ค้ำประกันคนที่ชำระหนี้ไปแล้ว  ถ้าได้ไปทำสัญญาแปลงหนี้กับลูกหนี้เดิมไปแล้ว     ไล่เบี้ยกับผู้ค้ำประกันร่วมไม่ได้อีกแล้ว

                เจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ผู้คำรายหนึ่งย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้ค้ำคนอื่นเพียงเท่าส่วนที่ผู้ค้ำรายนั้นต้องการรับผิดตามมาตรา 293 นอกจากนี้ตามมาตรา 296 ในกรณีที่ปลดหนี้ให้แก่ผู้ค้ำประกันคนหนึ่ง หนี้ส่วนของผู้ค้ำประกันคนนั่นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้

                ตอนท้ายของมาตรา 296 “ปลดให้หลุดพ้นจากหนี้อันร่วมกันนั้น ส่วนที่ลูกหนี้คนนั้นจะต้องชำระตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ไป”

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2111/2551  ผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้  ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกันไว้จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตรา 229 และมาตรา 296  การที่เจาหนี้ยอมรับการชำระหนี้จากผู้ค้ำประกันรายหนึ่งเป็นเงิน 500,000 บาท และปลดหนี้ให้โดยการถอนฟ้องผู้ค้ำประกันรายแรกที่ได้ปลดไปเท่านั้น  ผู้ค้ำประกันรายแรกไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้อีกต่อไปเพราะหนี้ส่วนที่เหลือ สำหรับผู้คำประกันรายแรกระงับไปแล้วตามมาตรา 340 ดังนั้น หากต่อมาผู้ค้ำประกันรายที่หลังชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปเพียงใดไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ค้ำประกันรายแรกได้อีกต่อไป

                หมายเหตุ หลักเรื่องไล่เบี้ยนี้ไม่นำไปใช้ในเรื่องจำนองและจำนำ ผู้จำนองหรือผู้จำนำที่ชำระหนี้ไปแล้วไม่มีสิทธิไล่เบี้ยผู้จำนองหรือผู้จำนำรายอื่น เพราะบทบัญญัติในมาตรา 682 เกี่ยวกับความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมของผู้ค้ำประกันหลายคนไม่นำไปใช้ในเรื่องจำนองและจำนำ

                มาตรา 683  อันค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัดนั้นย่อมคุ้มถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นด้วย

                ค้ำประกันโดยระบุวงเงิน ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในต้นเงินตามวงเงินที่ระบุและดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญา (คำพิพากษาฎีกาที่ 2730/2534 และ  382/2537)

                หมายเหตุ  สรุปได้ว่า

                1.   ถ้าเขียนคำว่า “ค้ำประกันวงเงิน 100,000 บาท” ก็หมายถึงต้องชำระต้นเงิน 100,000 บาท บวกดอกเบี้ยตามสัญญากู้

                2.   ถ้าเขียนว่า “ค้ำประกันทั้งต้นเงินดอกเบี้ยรวมทั้งอุปกรณ์แห่งหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท” ก็หมายถึงรวมทุกอย่างแล้วไม่เกิน 100,000 บาท

                3.   หลักตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3347/2529 ออกขอสอบไปแล้ว ในการสอบสมัย 69 ปี 2546 โดยโยงไปมาตรา 701 คือผู้ค้ำของปฏิบัติการชำระหนี้ในกรณีที่สัญญาค้ำประกันเขียนไว้ว่า “ค้ำประกันทั้งต้นเงินดอกเบี้ยรวมทั้งอุปกรณ์แห่งหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท” แต่เจ้าหนี้ไม่ยอมรับ ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นความรับผิด

                4.   มาตรา 727 จำนองให้เอามาตรา 701 ไปใช้ด้วย

                5.   ผู้ค้ำประกันไล่เบี้ยกันเอง ไล่เบี้ยได้ 50,000 บวกดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ผู้ค้ำประกันอีกรายผิดนัด

                มาตรา 686 ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด ท่านว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้      แต่นั้น

                แม้ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้รับหนังสือทวงถามก่อนฟ้องเลย ก็มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2790/2549 ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2533 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ต่ออายุสัญญาออกไป โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ได้นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2533  ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงอายุความ 10 ปี โจทก์ฟ้องคดีเพื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ

                เพียงการไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดนัด หรือผิดนัดชำระหนี้เพียงงวดใดงวดหนึ่งก็ถือ เป็นการผิดนัดแล้ว ฟ้องผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ได้เลยทันที (คำพิพากษาฎีกาที่ 536/2513, 3027/2528, 521/2510 ประชุมใหญ่)

                มาตรา 687 ผู้ค้ำประกันไม่จำต้องชำระหนี้ก่อนถึงเวลากำหนดที่จะชำระแม้ถึงว่าลูกหนี้จะ       ไม่อาจถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเวลาสุดสิ้นได้ต่อไปแล้ว

                กรณีที่ลูกหนี้ไม่อาจถือประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา ได้แก่กรณีลูกหนี้ประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 192 ตัวอย่างที่สำคัญของการสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาได้แก่กรณีที่เมื่อถูกทวงถามหรือฟ้องใช้ชำระหนี้เงินกู้แล้วไม่ได้ ปฏิเสธว่าหนี้ยังไม่ถึงกำหนด แต่กลับปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นหนี้

                หมายเหตุ แม้ลูกหนี้ชั้นต้นคือผู้กู้ไม่อาจถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา แต่ผู้ค้ำประกันก็ยังถือประโยชน์จากมาตรา 687 ได้

                มาตรา 690  ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องใช้ชำระหนี้เอาจากทรัพย์ซึ่งเป็นประกันนั้นก่อนลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันไซร้ เมื่อผู้ค้ำประกันร้องขอ  

                มาตรา 692  อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย

                หมายเหตุ  การที่เป็นผู้ค้ำประกัน (ในหนี้ค่าจ้างทำของ) โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม มีผลเป็นเพียงสละสิทธิบางประการที่ผู้ค้ำประกันอาจยกขึ้นมาต่อสู้เจ้าหนี้เท่านั้น แต่ยังอยู่ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว 1 ปี ลูกหนี้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไปบางส่วน อายุความย่อสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14ผ1) และเหตุที่อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย ตามมาตรา 692 จะนำมาตรา 295 ที่ว่ากำหนดอายุความย่อมเป็นคุณเป็นโทษเฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้นในเรื่องลูกหนี้ร่วมมาในบังคับในกรณีนี้ไม่ได้ หนี้ค่าจางจึงยังไม่ขาดอายุความ

                เมื่อลูกหนี้หรือทายาทของลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ก็ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและมีผลถึงผู้ค้ำประกันด้วย

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1887/2506 สัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า เมื่อลูกหนี้ตายผู้ค้ำประกันยอมเป็นลูกหนี้ร่วม ย่อมหมายความว่าผู้ประกันยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ของลูกหนี้ซึ่งจะตกทอดไปยังทายาทของลูกหนี้ เมื่อปรากฏว่าทายาทของลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ก่อนอายุความ     1 ปี  สิ้นสุดลง ผู้ค้ำประกันก็ย่อมเป็นลูกหนี้ร่วมกับทายาทนั้นต่อไปตามจำนวนหนี้ที่ค้ำประกันไว้และใช้อายุความตามมูลหนี้เดิม

                แต่ถ้าผู้ค้ำประกันเองเป็นผู้ทำให้อายุความสะดุดหยุดเองลง ก็จะไม่มีผลถึงลูกหนี้ด้วย

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1438/2540  การที่ ว. ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ ย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลงโทษแก่ผู้ค้ำประกัน ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีผลไปถึงลูกหนี้ด้วย แม้ลูกหนี้ทั้งสองจะต้องรับผิดร่วมกับผู้ค้ำประกัน กำหนดอายุความของลูกหนี้แต่ละคนก็ต้องเป็นไปเพื่อคุณและโทษเฉพาะลูกหนี้คนนั้นการที่ ว. ชำระหนี้ให้เจ้าไม่มีผลทำให้อายุความของลูกหนี้    ทั้งสองสะดุดหยุดลง

                แต่ถ้าเป็นกรณีที่ลูกหนี้สละประโยชน์แห่งอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 หรือลูกหนี้รับสภาพความรับผิดตาม มาตรา 193/28 กฎหมายทั้งสองมาตราบัญญัติว่าไม่ถือเป็นโทษแก่    ผู้ค้ำประกันด้วย ดังนั้น หากลูกหนี้สละประโยชน์แห่งอายุความหรือรับสภาพความรับผิดต่อเจ้าหนี้ ผู้ค้ำประกันก็ยกอายุความนั้นต่อสู้ลูกหนี้ได้

                มาตรา 693 ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยมาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันนั้น

                อนึ่งผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย

                เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ไม่ได้เป็นประกันหนี้ ผู้ค้ำประกันจึงไม่อาจรับช่วงสิทธิเหนือทรัพย์นั้น ถ้าจะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์นั้น ต้องฟ้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามมาตรา 693 วรรคหนึ่ง ไม่ใช้วรรคสอง

                คำพิพากษาฎีกาที่ 10700/2546  แม้ในวรรคสองบัญญัติว่าผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของลูกหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วยและสัญญาค้ำประกัน ข้อ 3 ระบุ ให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อก็ตาม ก็คงมีความหมายเพียงว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ ได้ในนามของของตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 บัญญัติไว้เท่านั้น การที่โจทก์ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อเข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้ใช้เช่าซื้อบรรดามีเหนือจำเลยที่ 2 ผู้เช่าซื้อหาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ ดังกล่าวได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2 ไปแล้ว โดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 โจทก์ ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์ และฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 เพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระแทนไปตามสิทธิของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว

                มาตรา 694  นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งสองซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย

                ถ้าเป็นข้อต่อสู้ของผู้ค้ำประกันเอง ผู้ค้ำประกันมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ได้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว  เช่น ต่อสู้ว่าสัญญาค้ำประกันไม่สมบูรณ์ สัญญาค้ำประกันไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือไม่ปิดอากรแสตมป์ หรือมีการบอกเลิกสัญญาค้ำประกันแล้วตามมาตรา 699 หรือมีการผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 700

                ข้อต่อสู้ของลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้ไม่ได้ผิดสัญญา การชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัยลูกหนี้ไม่ได้ทำละเมิด หนี้ระงับแล้ว หรือหนี้ขาดอายุความ ข้อต่อสู้ต่างๆ เหล่านี้เป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้ค้ำประกันยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้

                แม้ผู้ค้ำประกันตกลงได้ว่าขอสละสิทธิในข้อต่อสู้ต่างๆ ในฐานะของผู้ค้ำประกันที่จะพึงมีความกฎหมาย ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันเปลี่ยนฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือหมดสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้ ของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ด้วย            

                คำพิพากษาฎีกาที่ 247/2541 จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิตามมาตรา 694 ที่ยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่จะแสดงให้เห็นว่าข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ ซึ่งผู้ค้ำประกันจะยกขึ้นได้ ต้องไม่เกี่ยวกับเรื่องอายุความมรดก ทั้งคดีนี้ไม่ใช่คดีมรดกเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยย่อมใช้สิทธิตามมาตรา 694 ได้ จึงไม่เกี่ยวกับว่าจำเลยจะเป็นบุคคลตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 1755 หรือไม่ เมื่อขอเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของ อ. ภายใน 1 ปี นับแต่ทราบว่า อ. ถึงแก่ความตาย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อกองมรดกของ อ. จึงขาดอายุความ ตามมาตรา 1754 วรรคสาม  จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง


 สัญญาค้ำประกันมีข้อยกเว้นว่าแม้ลูกหนี้ตายเกิน 1 ปี ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้

                คำพิพากษาฎีกาที่ 9467/2544  ป.พ.พ. มาตรา 694 มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียเลย การที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้แล้วจึงอาจกระทำได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมิใช่เป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามมาตรา 193/11 การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันตกลงกันโจทก์ว่าถ้าผู้กู้ตายเกิน 1 ปี ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วนซึ่งมีความหมายว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ มิใช่ตกลงว่าจะไม่ยกอายุความของผู้ค้ำประกันเองขึ้นเป็นข้อต่อสู้ อันจะถือว่าผู้ค้ำประกันสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกันไว้ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 จึงมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย (คำพิพากษาฎีกาที่ 1785/2505 ตัดสินไว้ทำนองเดียวกัน)

                หมายเหตุ 1 ป.พ.พ. มาตรา 193/11 บัญญัติว่า “อายุความที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น คู่กรณีจะตกลงกันได้งดใช้หรือขยายออกหรือย่นเข้าไม่ได้” แต่ตามคำพิพากษาฎีกานี้ไม่ใช่เป็นการตกลงขยายอายุความ หากแต่เป็นข้อตกลงที่จะไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ชั้นต้นขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ กรณีเช่นนี้ตกลงกันได้ แต่ข้อตกลงต้องชัดแจ้ง หากมีข้อความไม่ชัดแจ้ง ก็แปลไม่ได้ว่าผู้ค้ำประกันยอมสละสิทธิไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้       

                แต่การที่จะถือว่าผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ ต้องเขียนไว้ในสัญญาค้ำประกันให้ชัด

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2937/2538  สัญญาค้ำประกันระบุไว้เพียงว่า หาก ต. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็ดี ถึงแก่กรรมก็ดี ไปจากถิ่นฐานที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบก็ดี หรือมีกรณีอื่นใด อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชดใช้เงินแม้จำเลยจะเป็น ผู้รับผิดชอบชดใช้แทนให้จนครบกำหนดโดยไม่ได้มีข้อความ ระบุว่าผู้ค้ำประกันยอมสละสิทธิที่จะไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ข้อตกลงที่ว่า หาก ต. ถึงแก่กรรมจำเลยจะชำระหนี้แทนไม่ใช่ ข้อยกเว้นที่จำเลยยอมสละสิทธิที่จะไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้ เมื่อ ต. ถึงแก่ความตาย จำเลยผู้ค้ำประกันถึงยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

                คำพิพากษาฎีกาที่ 4356/2545 ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันที่ระบุว่า ผู้กู้ไม่ชำระต้นทุนและดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ตามสัญญา ผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้แทนให้ทั้งสิ้น เพียงแต่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดแม้ผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับไปแล้วหรือผู้กู้ไม่ชำระหนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดรวมไปถึงเรื่องการสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้เมื่อผู้กู้ถึงแก่กรรม (คำพิพากษาฎีกาที่ 964/2512 ตัดสินไว้ในทำนองเดียวกัน)

                คำพิพากษาฎีกาที่ 5413/2549 จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วน จำกัด ว. ที่มีต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งโดยตกลงสละสิทธิของจำเลยอันมีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ตามมาตรา 653 และมาตรา 1272 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

                มาตรา 697  ถ้าเพราะการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสิทธิก็ดีจำนองก็ดี จำนำก็ดี และบุริมสิทธิอันได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าทีที่ตนต้องเสียหายเพราะการนั้น

                มอบโฉนดไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดๆ ทางทรัพย์ เจ้าหนี้ส่งคืน ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้น

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2718/2515 มอบโฉนด ไม่ทำให้เข้าหนี้มีสิทธิใดๆ ในตัวทรัพย์คือที่ดินตามโฉนด การที่เจ้าหนี้คืนโฉนดให้แก่ลูกหนี้ จึงไม่เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิด

                มาตรา 697 มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ ผู้ค้ำประกันและเจ้าหนี้อาจจะตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้

                คำพิพากษาฎีกาที่  8154/2540 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ ตามสัญญากู้เงินส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการกู้เงินดังกล่าว โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ภายในวงเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันไว้ ซึ่งตามหนังสือสัญญาค้ำประกันระบุว่า “นอกจากนี้ผู้ค้ำประกันย่อมไม่พ้นจากความรับผิด เพราะเหตุธนาคารอาจกระทำการใดๆ ไปเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงได้ทังหมดหรือบางส่วนในสิทธิใดๆ ก็ดี จำนองก็ดี จำนำก็ดี และบุริมสิทธิ ซึ่งลูกหนี้หรือบุคคลอื่นใดก็ตามได้ให้ไว้แก่ธนาคารแต่ก่อน หรือในขณะหรือหลังจากวันทำสัญญาค้ำประกันนี้” และข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ของประชาชนมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะคู่สัญญา ดังนี้ แม้โจทก์ผู้รับจำนองเพิกเฉยไม่คัดค้านการร้องขอกันส่วนของจำเลยที่ 4 สามีจำเลยที่ 1 ในฐานะสินสมรส ทำให้จำเลยที่ 4 ได้รับเงินส่วนที่ขอกันไว้ 750,000 บาท จากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ซึ่งจำนอง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องเสียหายก็ตามจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากความรับผิดไปได้ และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน

                มาตรา 698  อันค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจารกความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระวับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดๆ

                การทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเพียงเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 หาใช้เป็นเรื่องที่ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ แห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ที่จะทำให้หนี้ระงับไม่

                คำพิพากษาฎีกาที่ 393/2550  หนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ทำให้ไว้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เป็นเพียงการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์และจะชำระหนี้ มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือ การค้ำประกัน หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลให้หนี้เดิมระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน (นอกจากนี้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 1938/2540)

                เปลี่ยนแปลงเฉพาะดอกเบี้ย มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมไม่ระงับ

                ทำสัญญา

ประนีประนอมกันนอกศาลเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ระงับ

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1732/2550  จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญารับผิดชดใช้ ความเสียหายของ ก. ต่อโจทก์ แต่เมื่อโจทก์และ ก. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายที่ ก. จะต้องรับผิด ความรับผิดของ ก. ที่เกิดจากสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายและความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงระงับสิ้นไป และทำให้ ก. ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 8250 และ 852 เมื่อความรับผิดของ ก. ต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยเนื่องจากหนี้ของ ก. ตามสัญญารับผิดชดใช้ความเสียหายระงับสิ้นไปแล้วตาม  มาตรา 698

                แต่ถ้าลูกหนี้ชั้นต้นกับเจ้าหนี้ทำสัญญาประนอมกันในศาล หนี้ไม่ระงับ เพราะเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญากู้ไม่ทำให้หนี้ตามสัญญากู้ระงับ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1007/2517, 957/2523, 2406/2524, 4235/2547)

                แต่กรณีที่เจ้าหนี้หมดสิทธิที่จะบังคับคดีลูกหนี้ เพราะพ้นระยะเวลาบังคับคดี ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด

                มาตรา 699  การค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาเป็นคุณแก่เจ้าหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันอาจเลิกเสียเพื่อคราวเป็นอนาคตได้ โดยบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่เจ้าหนี้

                ในกรณีเช่นนี้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดในกิจการที่ลูกหนี้กระทำลงภายหลังคำบอกกล่าวนั้นได้ไปถึงเจ้าหนี้

                การค้ำประกันการทำงานเป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวบอกเลิกสัญญาได้

            การบอกเลิกสัญญาค้ำประกันในกิจการเนื่องกันไปหลายคราว มีผลเฉพาะต่อหนี้ประธานที่ยังไม่เกิดขึ้นขณะนั้นเท่านั้น  ถ้าหนี้เกิดไปก่อนบอกเลิกแล้ว ผู้ค้ำประกันก็ยังต้องรับผิดในหนี้ส่วนนั้น

                มาตรา 700  ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ไซร้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด

                แต่ถ้าผู้ค้ำประกันได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลา ท่านว่าผู้ค้ำประกันหาหลุดพ้นจากความรับผิดไม่

 

                กรณีถือเป็นการผ่อนเวลา

                คำพิพากษาฎีกาที่ 3513/2551 เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ชั้นต้นมีข้อตกลงผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ชั้นต้นไม้โดยผู้ค้ำประกันมิได้ตกลงด้วยหรือให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญา   ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 700 วรรคหนึ่ง แม้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระบุว่าภาระหนี้และสิทธิประโยชน์ให้มูลหนี้เดิมระหว่างเจ้าหนี้ทุกรายกับลูกหนี้ชั้นต้นยังไม่ระงับสิ้นไป หากลูกหนี้ชั้นต้นไม่ชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้ทุกรายมีอำนาจนำมูลหนี้เดิมไปฟ้องร้องได้ แต่ผู้ค้ำประกันมิได้ร่วมตกลงหรือเป็นคู่สัญญาด้วยจึงไม่อาจใช้บังคับแก่ผู้ค้ำประกันได้

 

                กรณีไม่ถือเป็นการผ่อนเวลา

                พูดปากเปล่าไม่ผูกมัด ไม่เรียกว่าผ่อนเวลา (คำพิพากษาฎีกาที่ 1242/2595) ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาว่าจะชำระหนี้ภายในกำหนดโดยเจ้าหนี้มิได้ตกลงด้วย ไม่ผูกพันเจ้าหนี้         (คำพิพากษาฎีกาที่ 234/2508) ไม่ฟ้อง ไม่ใช่เป็นการผ่อนเวลา (คำพิพากษาฎีกาที่ 742/2507) ลูกหนี้ทำหนังสือรับรองต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ภายใน 1 เดือน เป็นหนังสือที่ทำขึ้นฝ่ายเดียว (คำพิพากษาฎีกาที่ 1133/2510) ต้องมีการตกลงผ่อนเวลากันแน่นอนและมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องไม่ได้ หากเพียงเมื่อถึงกำหนด ยังมิได้เรียกร้องให้ชำระ ไม่ถือเป็นการผ่อนเวลา เพราะเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อใดก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1049/2512 (ประชุมใหญ่)) ไม่ได้บอกเลิกสัญญา จนล่วงเลยไปถึง 28 เดือน ก็ไม่ใช่การผ่อนเวลา (คำพิพากษาฎีกาที่ 3244/2540) ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้ใช้สิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนทันทีเมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญาเช่าซื้อก็ดี ผู้ให้เช่าซื้อปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 8 เดือน จึงยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก็ดี มิใช่การผ่อนเวลา (คำพิพากษาฎีกาที่ 4769/2547))  ไม่ชำระหนี้ค่าสินค้า ผู้สั่งซื้อสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าชำระหนี้แก่โจทก์แทนเช็คฉบับเก่า เมื่อโจทก์ยังสามารถบังคับชำระหนี้ตามมูลหนี้ซื้อขายได้ กรณีไม่ใช่เป็นการยอมตกลงกำหนดวันหรือระยะเวลาชำระหนี้ให้เป็นการแน่นอน จึงไม่เป็นการที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลา (คำพิพากษาฎีกาที่ 624/2540)

                ข้อตกลงล่วงหน้าว่าผู้ค้ำประกันยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลาได้ ใช้บังคับกันได้

                คำพิพากษาฎีกาที่ 2790/2549  แม้โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงการต่ออายุสัญญาจ้างโดยไม่ชักช้าตามที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันข้อ 2 ตอนท้ายก็ตาม ข้อความตอนท้ายดังกล่าวก็มิได้ใช่สาระสำคัญอันเป็นเงื่อนไขว่าหากมิได้ปฏิบัติตามแล้วจะทำให้ข้อความตอนต้นไม่เป็นผล เพราะข้อความตอนต้นของสัญญาข้อนี้เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่มีผลเป็นการยินยอมด้วยในการผ่อนเวลาหรือผ่อนผันการปฏิบัติตามสัญญาไปแล้ว มิใช่ข้อสัญญาว่าจะปฏิบัติการชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็น เพียงคำขอร้องหรือเสนอแนะเท่านั้น จำเลยไม่หลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 700 วรรคสอง

                มาตรา 701 ผู้ค้ำประกันจะขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อถึงกำหนดชำระก็ได้

                ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันก็เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด

                คำพิพากษาฎีกาที่ 4479/2550  บทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับเรืองการวางทรัพย์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เพื่อที่ลูกหนี้จะได้หลุดพ้นจากความรับผิดเป็นคนละเรื่องกับการที่ผู้ค้ำประกันขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระและเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้อันเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 701 โดยไม่ต้องมีการวางทรัพย์

                การจำเลยที่ 3  นำแคชเชียร์เช็คพร้อมเงินสดตามจำนวนที่ได้รับแจ้งจากพนักงานของธนาคาร  โจทก์ไปชำระ ณ สาขาของโจทก์ที่รับผิดชอบเรื่องหนี้สินรายพิพาท จึงเป็นการขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อหนี้ของจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันถึงกำหนดโดยชอบ เมื่อพนักงานของโจทก์มีหน้าที่เกี่ยวข้องปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้ จำเลยที่ 3 เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ ตาม ป.อ.พ. มาตรา 701 วรรคสอง





สรุปหลักกฎหมาย เนติบัณฑิต ภาค 1 กฎหมายแพ่ง (ค้ำประกัน) | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 7638 ครั้ง
ลงวันที่ 20/05/2013 19:15:50


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน