การออกคำสั่งทางปกครอง หากเป็นการกระทบสิทธิคู่กรณีทำให้สถานะของคู่กรณีนั้นเปลี่ยนไป ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เจ้าหน้าที่ต้องให้โอกาสคู่กรณีที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งข้อเท็จจริง เมื่อมีการออกคำสั่งทางปกครองไปแล้วฝ่ายที่ได้รับคำสั่งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น เจ้าหน้าฝ่ายปกครองสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อบังคับตามคำสั่งทางปกครองนั้นได้
มาตรการบังคับทางปกครองมี 2 ลักษณะ
1.มีลักษณะเป็นปฏิบัติการทางปกครองหรือการกระทำในทางกายภาพ เป็นการกระทำในข้อเท็จจริง เช่น การใช้กำลังเข้ารื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือการใช้แก๊สน้ำตาฉีดไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อสลายการชุมนุม คำสั่งให้สลายการชุมนุมเป็นคำสั่งทางปกครองเมื่อผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมมีอำนาจปฏิบัติการสลายการชุมนุม
2.มีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง เช่น มีคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร ผู้รับคำสั่งไม่ยอมรื้อถอนอาคาร เจ้าหน้าที่สามารถออกคำสั่งทางปกครองอีกคำสั่งหนึ่งได้เป็นคำสั่งใหม่ เรียกว่า คำสั่งบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่งอันแรก เช่น ออกคำสั่งปรับเป็นรายวัน วันละ 2 หมื่นบาท เพื่อเป็นการบีบบังคับให้ผู้รับคำสั่งนั้นกระทำการรื้อถอนอาคาร คำสั่งค่าปรับในกรณีนี้เป็นคำสั่งทางปกครองเพราะเป็นคำสั่งที่กระทบต่อสิทธิของผู้ที่เป็นคู่กรณี แต่คำสั่งปรับรายวันกรณีนี้เพื่อรื้อถอนอาคารไม่ต้องรับฟังคู่กรณีก่อนมีการออกคำสั่งสามารถออกคำสั่งได้เลย เนื่องจากคำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่มีลักษณะเป็นมาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 30 วรรคสอง (5)
การสั่งปรับในทางปกครองมี 2 แบบ
1.คำสั่งปรับมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับใช้ตามกฎหมาย เช่น บุคคลนั้นฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย และกฎหมายบัญญัติว่าให้มีโทษปรับทางปกครอง เช่น โรงงานไม่มีเครื่องบำบัดน้ำเสียให้มีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 2 แสนบาท เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบก็สามารถออกคำสั่งปรับทางปกครอง
2.คำสั่งปรับเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครอง เป็นมาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์คำสั่งทางปกครองในครั้งแรก
ถ้าเป็นการปรับเพื่อใช้กฎหมายโดยตรงเป็นโทษปรับทางปกครอง แต่ถ้าเป็นการสั่งปรับเพื่อบีบให้ผู้ที่ได้รับคำสั่งทางปกครองนั้นปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองที่เจ้าหน้าที่ได้ออกไปก่อนหน้านั้นกรณีนี้เป็นมาตรการบังคับทางปกครอง
มาตรา 30 วรรคสอง (6)
คำสั่งทางปกครองที่เจ้าหน้าที่มีดุลพินิจในการที่ไม่ต้องรับฟังคู่กรณีก่อนออกคำสั่งทางปกครอง
1.การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสั่งพักงาน หรือ สั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนหรือการให้พ้นจากตำแหน่ง
2.การแจ้งผลการสอบหรือผลวัดความรู้ความสามารถของบุคคล
3.การไม่ออกหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ
4.การไม่ตราหนังสือเดินทางของคนต่างด้าว
5.การไม่ออกใบอนุญาตหรือไม่ต่อใบอนุญาตการทำงานให้คนต่างด้าว
6.การสั่งให้เนรเทศ เนรเทศได้เฉพาะผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยไม่เป็นพลเมือง
มาตรา 30 วรรคสาม เป็นข้อห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รับฟังคู่กรณีก่อนการออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งเป็นการเกิดผลเสียอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ
คำพิพากษาที่ศาลปกครองเห็นว่าฝ่ายปกครองมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนรับฟังคู่กรณี เช่น คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไม่ได้สอบสวนคู่กรณี คำพิพากษาสูงสุดที่ อ.55/2546
คำพิพากษาสูงสุดที่ อ.36/2547 นายกเทศมนตรีตำบลชมพูออกคำสั่งห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารพิพาทและให้รื้อถอนอาคารพิพาทโดยมิได้แจ้งเรียกผู้ฟ้องคดีไปสอบถาม ถือได้ว่านายกเทศมนตรีตำบลชมพูผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ให้โอกาสคู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ ไม่ชอบด้วยมาตรา 30 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.117/2548 กรณีการจำหน่ายชื่อและรายการบุคคลออกจากทะเบียนบ้านโดยไม่ได้ให้โอกาสผู้ที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านมีโอกาสรับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งเสียก่อนตามมาตรา 30 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.214/2548 กรณีที่มีการดำเนินการทางวินัยไม่ร้ายแรงโยไม่แจ้งข้อหาให้ผู้ที่ถูกสอบวินัยทราบและมีการสั่งลงทาทางวินัย คำสั่งลงโทษนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะว่าไม่ได้มีการรับฟังก่อนมีการออกคำสั่ง
เงื่อนไขการออกคำสั่งทางปกครอง
1.การให้สิทธิคู่กรณีในการตรวจดูเอกสาร เป็นไปตามหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 30 เช่น ข้าราชการผู้หนึ่งถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย คณะกรรมการต้องแจ้งให้ผู้ถูกสอบสวนทราบถึงข้อเท็จจริง คู่กรณีสามารถขอดูเอกสารเพื่อโต้แย้งได้เพื่อเป็นการป้องกันสิทธิของตน
หากเจ้าหน้าที่ปฏิเสธไม่ให้เอกสารตรวจดูตามที่ขอ คำสั่งไม่ให้เอกสารตรวจดูนั้นไม่ถือว่าคำสั่งทางปกครองเป็นเพียงคำสั่งระหว่างพิจารณาในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง คำสั่งเช่นว่านั้นฟ้องต่อศาลไม่ได้ต้องรอให้มีคำสั่งทางปกครองเสียก่อนเพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา การตรวจดูเอกสารถ้าเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นความลับเจ้าหน้าที่อาจไม่จำต้องให้เอกสารแก่คู่กรณีโดยเจ้าหน้าที่ต้องบอกเหตุแห่งการปฏิเสธที่ไม่ให้ตรวจดูเอกสารนั้นด้วย
2.ระยะเวลาในการออกคำสั่งทางปกครอง เจ้าหน้าที่ต้องออกคำสั่งทางปกครองให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่น เมื่อได้รับคำร้องเรียนแล้วให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าระยะเวลานั้นเป็นระยะเวลาเร่งรัดการปฏิบัติราชการออกคำสั่งล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด กรณีนี้คำสั่งที่ออกล่าช้าไม่กระทบต่อความสมบรูณ์ของคำสั่งทางปกครอง คำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายใช้บังคับได้
แต่ถ้าเป็นระยะเวลาบังคับการปฏิบัติราชการเจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกคำสั่งทางปกครองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดต้องถือว่าคำสั่งทางปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ถ้าระยะเวลาใดมีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพบุคคลโดยตรงไม่ได้วัตถุประสงค์เพียงเพื่อเร่งรัดการทำงานของเจ้าหน้าที่ ระยะเวลานั้นถือว่าเป็นระยะเวลาบังคับ เช่น ระยะเวลาในประเมินภาษี การจัดเก็บภาษี
การฝ่าฝืนระยะเวลากรณีนี้จึงไม่กระทบต่อคำสั่งทางปกครอง แต่บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการทำงานล่าช้าของเจ้าหน้าที่อาจใช้สิทธิร้องเรียนให้ดำเนินการทางวินัยหรือรียกค่าเสียหายกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้
3.แบบของคำสั่งทางปกครอง มาตรา 34 การออกคำสั่งทางปกครองอาจออกคำสั่งเป็นหนังสือ ด้วยวาจา ทำด้วยการสื่อความหมายด้วยรูปแบบอื่นก็ได้ เช่น การให้สัญญาณจราจร
ถ้ากฎหมายกำหนดให้คำสั่งทางปกครองต้องทำเป็นหนังสือก็ต้องทำตามนั้น แต่ถ้ากฎหมายไม่ได้กำหนดชัดเจนใช้หลักตามมาตรา 34 โดยการออกคำสั่งแบบใดก็ได้ การฝ่าฝืนไม่ทำตามแบบทำให้คำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ทำเป็นหนังสือหลักตามมาตรา 36 คือต้องประกอบด้วย วัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น การให้เหตุผลประกอบคำสั่งตามมาตรา 37 คำสั่งหรือคำยืนยันที่ทำหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ
4.การจดแจ้งสิทธิอุทธรณ์โต้แย้ง เมื่อมีการออกคำสั่งทางปกครองไปแล้วถ้าคำสั่งทางปกครองนั้นสามารถอุทธรณ์โต้แย้งต่อไปได้เจ้าหน้าที่ต้องระบุในคำสั่งนั้นให้คู่กรณีทราบว่าสามรถอุทธรณ์คำสั่งได้กับผู้ใดและอุทธรณ์ได้ภายในกี่วัน การจดแจ้งคำสั่งทางปกครองมาตรา 40 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
ถ้าฝ่าฝืนไม่มีการจดแจ้งสิทธิโต้แย้งในคำสั่งไม่ทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลเพียงระยะเวลาในการอุทธรณ์โต้แย้งจะขยายออกไปเท่านั้น ผลคือคำสั่งชอบด้วยกฎหมายไม่ได้เสียไปเพราะเหตุไม่ได้จดแจ้งสิทธิตามมาตรา 40 วรรคสอง ถ้าไม่จดแจ้งระยะเวลาลงในคำสั่งระยะเวลาจะขยายออกไปอีก 1 ปี หากเจ้าหน้าที่ทราบก่อนว่าตนมิได้แจ้งสิทธิลงในคำสั่งเจ้าหน้าที่สามารถทำหนังสือแจ้งไปยังคู่กรณีได้ว่าจะให้อุทธรณ์ภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
เนื้อหาของคำสั่งทางปกครอง
1.ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่เป็นฐานแห่งอำนาจ เจ้าหน้าที่ทางปกครองเมื่อจะออกคำสั่งต้องหาฐานอำนาจจากกฎหมายว่าตนมีอำนาจออกคำสั่งหรือไม่ เช่น ร้านขายยาทำผิดเงื่อนไข อย. สั่งเพิกถอดใบอนุญาตต้องดูว่ามีกฎหมายให้อำนาจไว้หรือไม่ เมื่อกฎหมายให้อำนาจไว้ตาม พ.ร.บ.ยา อย.ย่อมเพิกถอนใบอนุญาตให้จำหน่ายยานั้นได้เนื่องจากมีฐานอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ ถ้า พ.ร.บ.นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญผลคือคำสั่งทางปกครองที่ตั้งอยู่บนฐานอำนาจที่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ คำสั่งทางปกครองที่ออกมาก็เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตัวกฎหมายแม่บทขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผู้ที่จะชี้ว่า พ.ร.บ.ใดขัดต่อรัฐธรรมนูญคือศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.นั้นก็ยังสามารถใช้บังคับได้อยู่ กฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครองไม่จำต้องเป็น พ.ร.บ. อาจเป็นกฎหมายระดับรองก็ได้เช่น กฎกระทรวง แต่กฎกะทรวงต้องไม่ขัดกับ พ.ร.บ. ตัวแม่บทหรือต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
2.ความถูกต้องของการใช้ดุลพินิจ การต่อสู้ว่าคำสั่งทางปกครองนั้นออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเจ้าหน้าที่ใช้ดุจพินิจผิดพลาด อาจเกิดจากเจ้าหน้าที่รับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด เช่น รับฟังว่า ก. ซึ่งเป็นข้าราชการยักยอกเงินทางราชการไปจริง ทั้งที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงผิดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ก็ย่อมผิดพลาดต้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้นเสีย
กรณีเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจผิดพลาดที่ศาลไม่เข้าไปตรวจสอบได้แก่
1.การประเมินผลการสอบหรือการประเมินผลอื่นใดอันมีลักษณะอย่างเดียวกัน
2.การคาดการณ์ การพยากรณ์ในความเสี่ยงในทางสิ่งแวดล้อมและในทางเศรษฐกิจ
3.การวินิจฉัยซึ่งมีลักษณะประเมินค่าที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญส่วนบุคคล
เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
|