การแสดงเจตนาสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมมีผลทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ บุคคลนิติบุคคล หรือรัฐ หลักการทำนิติกรรมสัญญาเป็นไปตามมาตรา 149 วัตถุประสงค์เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้สมประโยชน์ในการก่อหนี้นั้น การทำนิติกรรมต้องสุจริต ถ้าหากเป็นการที่ไม่ถูกวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น
การแสดงเจตนาสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญทำให้นิติกรรมมีผลเป็นโมฆะ มาตรา 156 ตามวรรคแรกได้แก่ ความสำคัญผิดในนิติกรรมในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุในนิติกรรม
สำคัญผิดซึ่งทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม ทรัพย์สินที่ซื้อขายกันต้องการซื้อขายที่ดินแปลงที่ 1001 แต่โอนที่ดินแลงที่ 1100 ซึ่งเป็นคนละแปลง ตัวทรัพย์ไม่ตรงตามที่ต้องการทำให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
ตัวอย่างฎีกาที่ 1209/2498 จำเลยพิมพ์ลายนิ้วมือลงในสัญญาขายที่ดินที่โจทก์จัดทำให้จำเลยโดยจำเลยเข้าใจว่าเป็นสัญญาจัดให้จ้างว่าความ สัญญานี้เป็นโมฆะ โดยจำเลยนำสัญญานั้นไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของจำเลย การโอนขายนี้จึงเป็นโมฆะ
ฎีกาที่ 2705/2505 โจทก์ปกปิดความจริงโดยอ้างว่าเป็นผู้แทนกระทำแทนบริษัท จำเลยหลงเชื่อได้เข้าทำสัญญาจึงเป็นการแสดงเจตนาด้วยการสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมโดยมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย สัญญาจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 119 การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาโจทก์จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย
การสำคัญผิดซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีมีเฉพาะข้อยกเว้นมาตรา 1505 การสมรสที่ได้สมรสโดยคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งสำคัญผิดตัวคู่สมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ
ฎีกาที่ 1646/2524 โจทก์มีเจตนาจะขายที่พิพาทให้แก่จำเลยเพียงครึ่งหนึ่งแต่ลงลายมือชื่อทำนิติกรรมขายที่พิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลย การทำนิติกรรมดังกล่าวเกิดจากความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายที่พิพาทจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 119 โจทก์มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างได้
การแสดงเจตนาสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญในนิติกรรม ผิดตัวทรัพย์ ผิดตัวบุคคล ผิดลักษณะของนิติกรรมที่ทำกันเป็น “โมฆะ” แต่ถ้าทำถูกตัวทรัพย์ ตัวบุคคลแล้วแต่ลักษณะคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่ต้องการผลเป็นเพียง “โมฆียะ” บอกล้างได้ และคุณสมบัตินั้นตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ
ฎีกาที่1034/2518 ที่ดินของจำเลยถูกจำกัดสิทธิการปลูกสร้างเพราะถูกสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านตาม พระราชบัญญัติการไฟฟ้ายันฮี พ.ศ.2500 จำเลยขายฝากแก่โจทก์ในราคาสูงโดยโจทก์ไม่ทราบ เป็นความสำคัญผิดในสาระสำคัญของคุณสมบัติของทรัพย์การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 120 (เดิม) โจทก์บอกล้างและเรียกเงินค่าซื้อฝากคืนได้
ฎีกาที่ 2349/2531จำเลยทำสัญญาจะขายที่พิพาทให้โจทก์โดยทราบว่าโจทก์จะซื้อที่พิพาทไปเพื่อสร้างโรงงาน เมื่อจำเลยทราบว่าที่พิพาทอยู่ในเขตประกาศของกระทรวงมหาดไทยเรื่องห้ามก่อสร้างอาคาร แต่ปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่จะซื้อซึ่งเป็นสาระสำคัญ สัญญาจะซื้อขายเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์บอกล้างแล้วสัญญาจะซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาแต่แรก คู่สัญญาต้องกลับคืนยังฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
กลฉ้อฉล คือ การหลอกให้ทำนิติกรรมเพื่อให้ตนนั้นได้เปรียบ มาตรา 159 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ การเป็นกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่งได้ต้องถึงขนาดถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น การหลอกลวงต้องร้ายแรงให้อีกฝ่ายนั้นเชื่อ ถ้าอีกฝ่ายที่ถูกหลอกไม่เชื่อก็ไม่เป็นการฉ้อฉล ดังนั้นการที่จะเป็นกลฉ้อฉลที่จะทำให้เป็นโมฆียะจะต้องถึงขนาด
ฎีกาที่ 3382/2525 ที่ดินของจำเลยถูกจำกัดสิทธิห้ามปลูกสร้างอาคารเพราะถูกสายไฟฟ้าแรงสูงผ่าน ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์โดยมิได้แจ้งเรื่องนี้ให้โจทก์ทราบ ทำให้โจทก์เข้าใจผิดในคุณสมบัติของที่ดินซึ่งเป็นสาระสำคัญเพราะโจทก์ซื้อที่พิพาทเพื่อปลูกสร้างโรงงาน การแสดงเจตนาของโจทก์เป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์บอกล้างแล้วสัญญาจะซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก จำเลยต้องคืนเงินที่รับไว้ให้โจทก์
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปกปิดความจริง เป็นกลฉ้อฉล จึงบอกล้างและฟ้องเรียกราคาที่ดินที่ชำระแล้วคืนจากจำเลย การที่จำเลยนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงในคุณสมบัติของทรัพย์ อันโจทก์ไม่รู้นั้นย่อมทำให้โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ไปในตัวที่ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทโดยเข้าใจผิดในคุณสมบัติของที่ดินจึงไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น (อ้างฎีกาที่ 1034/2518)
ฎีกาที่ 63/2544จำเลยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เสนอขายอาคาร 5 ชั้นพร้อมที่จอดรถใต้ดิน แต่ไปยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร 4 ชั้นต่อสำนักงานเขตประเวศ ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับโจทก์ระบุว่าอาคารพิพาทเป็นอาคาร 5 ชั้นพร้อมรายการประกอบแบบโดยทั่วไป ซึ่งผิดไปจากแบบที่จำเลยยื่นขออนุญาตไว้ การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการปิดบังมิให้โจทก์ทราบความจริงว่าจำเลยขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทไว้เพียง 4 ชั้น นอกจากนี้ จำเลยได้ทำบันทึกการขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทฯ รับทราบว่าอาคารพิพาทที่จำเลยยื่นขออนุญาตก่อสร้างอยู่ในบริเวณที่ดินที่จะสำรวจเพื่อเวนคืน แต่จำเลยยังมีความประสงค์จะก่อสร้างโดยจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาเงินค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนี้ ที่ดินและอาคารพิพาทมีราคาสูงถึง 15,000,000 บาท หากโจทก์ทราบหรือแม้แต่เพียงสงสัยว่าจะมีการเวนคืน โจทก์ย่อมจะไม่ยอมทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยอย่างแน่นอน เพราะเงินค่าทดแทนที่จะได้รับจากการถูกเวนคืนนั้นไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่จะต้องชำระให้แก่จำเลย การที่จำเลยปิดบังข้อเท็จจริงเรื่องการเวนคืนที่ดินและขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพียง 4 ชั้นล้วนแต่เป็นกลฉ้อฉลของจำเลยซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่า หากจำเลยไม่ใช้กลฉ้อฉลดังกล่าว โจทก์ก็คงจะไม่แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลย การแสดงเจตนาของโจทก์จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ประกอบด้วยมาตรา 162 เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวแล้วสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทย่อมตกเป็นโมฆะ
เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
|