หัวข้อ : หลักเจตนา มาตรา ๕๙ วรรคสาม
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ




หลักเจตนา
๑. “ไม่รู้ก็ไม่มีเจตนา”
หลักจากมาตรา ๕๙ วรรคสาม กล่าวคือ ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอก ถ้าความไม่รู้เกิดขึ้นด้วยความประมาทต้องรับผิดฐานประมาทถ้าการกระทำโดยประมาทนั้นมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ประมาทหรือไม่ให้ดูจากข้อเท็จจริง เช่น รีบร้อนยิง ไม่ดูให้ดี เช่นนี้ถือว่าประมาท
เด็กวิ่งสวนมาในเวลามือ จำเลยเข้าใจว่าเด็กเป็นสุนัขจึงใช้มีดแทงถูกหัวเข่าเด็กตาย จำเลยไม่ผิดตามาตรา ๒๘๘ พฤติ...กรรมของจำเลยถือว่าไม่มีเจตนาฆ่าเพราะใช้มีดแทงและไม่ปรากฏว่ามีดนั้นด้ามใหญ่ แต่จำเลยก็ไม่ผิดมาตรา ๒๙๐ ตามที่โจทก์ฟ้องเพราะจำเลยไม่มีเจตนาทำร้ายเด็ก เนื่องจากไม่รู้ว่าทำร้ายผู้อื่นตรงตามหลักที่ว่า “ไม่รู้ก็ไม่มีเจตนา” แต่ความไม่รู้ของจำเลยเกิดขึ้นด้วยความประมาทตามาตรา ๕๙ วรรคสี่ จำเลยจึงต้องรับผิดตามมาตรา ๒๙๑ (ดูมาตรา ๖๒ วรรคสองประกอบ) ถ้าเด็กไม่ต่ายแต่รับอันตรายสาหัส จำเลยผิดมาตรา ๓๐๐ ถ้าเด็กบาดเจ็บ (บาดเจ้บเท่ากับเกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ) จำเลยผิดมาตรา ๓๙๐ ถ้ามีดเฉี่ยวถูกเด็กเลือดออกซิบๆ ถือว่าไม่เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (ไม่ถือว่าบาดเจ็บ) แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด
๒. “รู้เท่าใด มีเจตนาเท่านั้น”
แดงต้องการยิงดำซึ่งเป็นศัตรู ในความมืดเห็นขาวซึ่งเป็นบิดาเดินมา จึงใช้ปืนยิงขาวโดยคิดว่าเป็นดำ ขาวตาย
แดงมีเจตนาฆ่าคนที่ถูกยิง แดงผิดมาตรา ๒๙๘ (๔) มาตรา ๕๙ (เจตนาประเภทประสงค์ต่อผล) แต่แดงไม่ผิดตามมาตรา ๒๘๙ (๑) เพราะแดงไม่รู้ว่าคนที่ถูกยิงเป็นขาว จึงถือว่าแดงฆ่าบุพการีไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักของมาตรา ๕๙ วรรคสาม และหลักนี้ยังบัญญัติไว้ในมาตรา ๖๒ วรรคท้ายด้วย เช่นนี้ถือว่าแดงมีเจตนาฆ่าคนแต่ไม่มีเจตนาฆ่าบุพการี ถ้าแดงปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาฆ่าคนที่ถูกยิงเพราะอ้างสำคัญผิด ก็ให้ยกมาตรา ๖๑ ขึ้นมาปิดปากแดง
๓. “รู้เท่าใดก็มีเจตนาเท่านั้น แต่ต้องไม่เกินความจริง”
แดงต้องการฆ่าขาวซึ่งเป็นบิดาจึงไปดักซุ่มยิง เห็นดำเดินมาคิดว่าเป็นขาว จึงใช้ปืนยิงไป ดำตาย แดงผิดมาตรา ๒๘๙ (๔) เจตนาตามมาตรา ๕๙ แต่ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๒๘๙ (๑) เพราะแม้จะเข้าใจว่ากำลังยิงบุพการีแต่ความเป็นจริงผู้ที่ได้รับผลร้ายไม่ใช่บุพการี ก็ต้องรับโทษตามความเป็นจริง ตรงตามหลักที่ว่า “รู้เท่าใดก็มีเจตนาเท่านั้น แต่ต้องไม่เกินความจริง”
แดงอายุ ๑๔ ปี ๔ เดือน ยินยอมให้ดำร่วมประเวณีด้วยโดยดำเข้าใจว่าแดงอายุ ๑๗ ปี ดำถูกฟ้องตามมาตรา ๒๗๗ ซึ่งจะผิดมาตรา ๒๗๗ ผู้กระทำต้องมีเจตนา อายุของหญิงเป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นองค์ประกอบภายนอก เมื่อจำเลยไม่รู้ว่าอายุไม่เกิน ๑๕ ปี และศาลก็เชื่อตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เท่ากับเป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของมาตรา ๒๗๗ จึงถือว่าไม่มีเจตนาตามหลักมาตรา ๕๙ วรรคสาม

เจตนาประสงค์ต่อผล (มาตรา ๕๙ วรรคสอง)
ประสงค์ต่อผล หมายความว่า มุ่งหมายให้ผลเกิด เช่น มาตรา ๒๘๘ ผลคือความตาย ประสงค์ต่อผล คือ ประสงค์ให้ตาย ถ้าผู้ที่ถูกฆ่าตายก็เป็นความผิดสำเร็จ ถ้าไม่ตายก็เป็นพยายาม (เช่นยิงไม่ถูกหรือถูกแต่ไม่ตาย)
ประเด็น
ข้อเท็จริงที่เกิดขึ้นบางทีมีประเด้นที่ต้องพิจารณาว่าผู้กระทำมีเจตนาฆ่าหรือเจตนาทำร้าย ถ้าเริ่มต้นจากเจตนาฆ่า ผู้ถูกฆ่าตายต้องลงท้ายที่มาตรา ๒๘๘ (หรือมาตรา ๒๘๙) ถ้าเริ่มต้นจากเจตนาทำร้าย ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตายลงท้ายที่มาตรา ๒๙๐
นายแดงวิ่งเข้ามาชกนายดำด้วยมีดโกนที่ใช้ในร้านตัดผม ในลักษณะเฉี่ยวปาดถูกบริเวณคอ บาดแผลยาว ๑๐ เซ็นติเมตร ซึ่งฎีกาที่ ๘๑๖/๒๕๒๐ ถือว่ามีเจตนาฆ่า (กรรมคือตัวชี้ว่ามีเจตนาฆ่าหรือทำร้าย) ถ้าดำไม่ตาย แดงผิดมาตรา ๒๘๘ มาตรา ๕๙ มาตรา ๘๐ ถ้าดำตาย แดงจะกล่าวอ้างว่าตนจะต้องรับผิดตามมาตรา ๒๙๐ ไม่ได้ เพราะการกระทำอย่างนี้ถือว่ามีเจตนาฆ่า ซึ่งมีหลักในการพิจารณาของเจตนา ดังนี้
ก. อาวุธที่ใช้กระทำ
ข. อวัยวะที่ถูกกระทำ
ค. ลักษณะของบาดแผล
ง. พฤติการณ์อื่น เช่น แสงสว่าง
ตัวอย่างการใช้เรื่องผลธรรมดา
แดงโกรธดำจึงชกดำอย่างแรงที่ใบหน้าและถูกลูกตาดำ ตาบวม เพียงเท่านี้แดงผิดมาตรา ๒๙๕ ต่อมาตาที่บวมบอด แดงผิดมาตรา ๒๙๗ ได้ ถ้าการที่ดำตาบอดนั้นเป็น
๑) ผลโดยตรงจากการที่ดำถฝุกขกตาบวม และ
๒) เป็นผลธรรมดาตามมาตรา ๖๓ จากการที่ถูกชกตาบวม
ผลธรรมดา คือ ผลตามที่วิญญูชนคาดเห็นผล (ไม่ต้องถึงขนาดเล็งเห็นผลก็อาจถือว่าคาดเห็นผลแล้ว)
ตัวอย่างเรื่องไม่ประสงค์ให้ผลเกิด
แดงโกรธดำจึงชกดำอย่างแรง ๑ ที เผอิญถูกชกที่ใบหน้า ตาบวม เพียงเท่านี้แดงผิดมาตรา ๒๙๕ ถ้าต่อมาตาที่บวมนั้นบอด แดงผิดมาตรา ๒๙๗ ได้ถ้าการที่ตาบอดเป็นผลโดยตรง+ผลธรรมดา
สรุป
บุคคลอาจผิดมาตรา ๒๙๗ ได้ ๒ วิธี
(๑) เจตนาให้ผลตามมาตรา ๒๙๗ เกิดจริงๆ เช่น เจตนาใช้ไม้แทงลูกตาให้บอด ไม้ถูกลูกตา ตาบอด ผิดมาตรา ๒๙๗ ไม้ไม่ถูกลูกตา ผิดมาตรา ๒๙๕ มาตรา ๘๐
(๒) ไม่เจตนาให้ผลเกิดตามมาตรา ๒๙๗ เกิดขึ้นเลย เช่น ตัวอย่างเรื่องชกเจตนาตามมาตรา ๒๙๕ เท่านั้น ถ้าผู้ถูกชกตาบวมและต่อมาบอด ก็ผิดมาตรา ๒๙๗ ได้
เจตนาโดยอ้อมหรือเจตนาเล็งเห็นผล เป็นเจตนาอีกประเภทหนึ่งที่หากผู้กระทำไม่ประสงค์ต่อผล ผู้กระทำอาจจะมีเจตนาก็ได้ถ้าเขาเล็งเห็นผล
เล็งเห็นผล หมายความว่า เล็งเห็นได้ว่าผลจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเท่าที่จิตใจของบุคคลในฐานะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้
ตัวอย่าง
เจตนาเล็งเห็นผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๗๐/๒๕๒๖ จำเลยขับรถยนต์บรรทุกดินลูกรังสูงเกินกำหนด พอถึงจุดตรวจซึ่งมีแผงเหล็กเครื่องหมาย ''หยุด'' ตั้งอยู่กลางถนนเจ้าพนักงานตำรวจได้เป่านกหวีดและให้สัญญาณให้จำเลยหยุดจำเลยกลัวถูกจับจึงไม่หยุดรถ แต่กลับเร่งเครื่องยนต์หลีกเครื่องหมายจราจรพุ่งเข้าใส่เจ้าพนักงานตำรวจที่ยืนอยู่ทางซ้าย ๒-๓ คน แต่เจ้าพนักงานตำรวจกระโดดหลบเสียทันดังนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่า รถยนต์ที่จำเลยขับพุ่งเข้าใส่เช่นนั้นจะต้องชนเจ้าพนักงานตำรวจที่ยืนอยู่ในถนนถึงแก่ความตายได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๘๐
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๗๒๐/๒๕๒๘ จำเลยผลักผู้เสียหายตกลงมาจากช่องเพดานโบสถ์ซึ่งอยู่สูงจากพื้นโบสถ์ประมาณ ๑๐ เมตรพื้นโบสถ์เป็นซีเมนต์เรียบหากตกลงมาโดยศีรษะกระทบพื้นแล้วอาจถึงตายได้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บกระดูกสันหลังหัก ถ้าไม่ได้รับการ รักษาทันท่วงทีก็อาจพิการถึงตลอดชีวิตดังนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่าอาจจะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายจำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๕๕/๒๕๒๒ บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาจะให้รถยนต์ที่ผู้ตายขับชนกับรถโดยสารประจำทางซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นอยู่แล้วว่า เมื่อรถโดยสารแล่นสวนทางมาในระยะใกล้ หากจำเลยได้หยุดและหักรถหลบเข้ามาทางซ้าย ผู้ตายต้องหลบมาทางขวา จะชนกับรถโดยสารในทันที ผู้ตายและผู้โดยสารต้องถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัส และรถทั้งสองชนกันมีคนตายและบาดเจ็บสาหัส สมดังเจตนาของจำเลย หรือมิฉะนั้นก็ขับรถด้วยความประมาทแสดงว่าฟ้องมีความประสงค์ให้ลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง หาใช่ขอให้ลงโทษทั้งสองอย่างไม่ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) และจำเลยเข้าใจฟ้องได้ดี ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๔๗/๒๕๑๑)
จำเลยขับรถปิดเส้นทางไม่ยอมให้ผู้ตายซึ่งขับรถตามหลังมาแซงขึ้นหน้า เมื่อรถโดยสารประจำทางแล่นสวนทางมา จำเลยก็แกล้งเบรคให้รถหยุดในทันที การกระทำเช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าผู้ตายต้องหักหลบไปทางขวาและชนกับรถโดยสารนั้น ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำของจำเลยได้ว่าจะมีผู้ได้รับอันตรายบาดเจ็บและตายเกิดขึ้นจากเหตุที่รถยนต์ชนกันนั้น ฉะนั้นเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยผลแห่งการกระทำของจำเลยดังกล่าว จึงได้ชื่อว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๙๑/๒๕๓๖ จำเลยอยู่บนรถกระบะที่กำลังขับไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับไปตามถนนซึ่งเป็นทางลูกรังแคบและขรุขระใช้อาวุธปืนเล็กกล (เอ็ม.๑๖) ยิงไปที่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหลายนัด แม้จำเลยมีเจตนายิงยางรถจักรยานยนต์ เพื่อให้รถจักรยานยนต์ล้ม แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายได้การที่จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงไปในลักษณะเช่นนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายที่บริเวณอวัยวะสำคัญทำให้ผู้เสียหายทั้งสองถึงแก่ความตายได้ จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๗/๒๕๔๐ นอกจากโจทก์จะมีมารดาผู้ตายเป็นประจักษ์พยานแล้วยังมีแพทย์ผู้รักษาผู้ตายเบิกความสนับสนุนว่าวันเกิดเหตุมารดาผู้ตายแจ้งว่าผู้ตายถูกจำเลยจับโยนและพนักงานสอบสวนเบิกความว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยได้มอบตัวและให้การรับสารภาพโดยนำไปชี้ที่เกิดเหตุซึ่งพยานโจทก์สอดคล้องกันมีน้ำหนักน่าเชื่อจำเลยเองก็เบิกความรับว่าวันเกิดเหตุได้ผลักผู้ตายเข้าไปหามารดาผู้ตายจริงจึงเจือสมกับพยานโจทก์และเมื่อผู้ตายตายเพราะกระดูกต้นคอท่อนที่ ๗ เคลื่อนที่ไปข้างหลังจากการกระทำของจำเลยทำให้ภาวะการหายใจล้มเหลวมิได้ตายเพราะโรคเลือดคั่งในสมองกำเริบอันเป็นอาการบาดเจ็บที่มีอยู่เดิมซึ่งแม้จำเลยจะไม่มีเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายโดยตรงแต่ก็มีสาเหตุกับมารดาผู้ตายการที่จำเลยจับผู้ตายซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง ๓ ปี โยนใส่มารดาผู้ตายหลายครั้งจนศีรษะผู้ตายกระแทกตะกร้ากระดูกต้นคอเคลื่อนย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจเป็นต้นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
เจตนาทำร่ยโดยเล็งเห็นผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๒๑/๒๕๓๑ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนของกลางรวม ๘ กระบอก แม้ไม่มีพยานหลักฐานอื่นแสดงว่าจำเลยมีอาวุธปืนเหล่านั้นไว้เพื่อการค้า แต่การมีอาวุธถึง ๘ กระบอกนั้นแสดงอยู่ในตัวว่าน่าจะมิใช่มีไว้เพื่อป้องกันทรัพย์สินหากแต่เป็นการมีไว้เพื่อการค้า จำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองเพื่อการค้า
เจตนาทำให้เสียทรัพย์โดยเล็งเห็นผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๕๕/๒๕๒๐ การที่จำเลยถ่อเรือเข้าไปตัดใบบัวในหนองสาธารณะซึ่งผู้เสียหายปลูกต้นข้าวไว้โดยต้นข้าวขึ้นปะปนอยู่กับกอบัวจนเป็นเหตุให้ต้นข้าวเน่าตายไปจำนวนหนึ่ง เช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นอยู่ว่าการถ่อเรือเข้าไปในป่าข้าวทำความเสียหายแก่ต้นข้าวได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเจตนาทำให้เสียทรัพย์
เจตนาเผาโรงเรือนโดยเล็งเห็นผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๔/๒๕๓๑ การที่จำเลยจุดไฟเผาที่นอนในห้องของโรงน้ำชาเพราะไม่พอใจหญิงบริการของโรงน้ำชานั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อที่นอนถูกเผาไหม้แล้วไฟอาจจะลุกลามไหม้เตียงนอน ฝาผนัง เพดาน จนกระทั่งโรงน้ำชาแห่งนั้นทั้งหมดได้ เมื่อได้ความว่าโรงน้ำชานั้นมีคนอยู่อาศัยด้วย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๘ (๑)
สรุป การกระทำอันเดียวอาจจะประสงค์ต่อผลต่อทรัพย์อย่างหนึ่งและเล็งเห็นผลต่อทรัพย์อีกอย่างหนึ่งก็ได้ เป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท มาตรา ๙๐ ให้ลงโทษบทหนักบทเดียว
เจตนาพิเศษ
ความผิดอาญาบางฐานนอกจากผู้กระทำจะต้องมีเจตนาธรรมดา กฎหมายยังกำหนดว่าผู้กระทำจะต้องมีเจตนาพิเศษด้วย (เจตนาธรรมดาคือเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเจตนาเล็งเห็นผล)
เจตนาพิเศษ คือ มูลเหตุจงใจในการกระทำ (มักแสดงไว้ในคำว่า “เพื่อ” และ “โดยทุจริต” ถ้าขาดเจตนาพิเศษไปการกระทำยังไม่เป็นความผิด เจตนาพิเศษนี้จะไม่มีการเล็งเห็นผลแต่เป็นเจตนาโดยตรงเพื่อการนั้น
ตัวอย่าง นายแดงต้องการแสดงให้นายดำดูว่าตนสามารถเซ็นต์ชื่อนายขาวได้เหมือนลายมือชื่อนายขาวจริงๆ แดงขโมยเช็คของขาวมาได้ ๑ ใบ เขียนสั่งจ่ายเงินให้ดำต่อหน้าดำ ๑ แสนบาท ลงลายมือชื่อขาวเพื่ออวดดำ เช่นนี้แดงจะผิดมาตรา ๒๖๔ หรือไม่
องค์ประกอบภายนอกของมาตรา ๒๖๔
(๑) ผู้ใด (กระทำ)
(๒) ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ.... (การกระทำ)
(๓) เอกสาร (วัตถุแห่งการกระทำ)
(๔) โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
องค์ประกอบภายในของมาตรา ๒๖๔
(๑) เจตนาธรรมดา ได้แก่ เจตนาประเภทประสงค์ต่อผล
(๒) เจตนาพิเศษ “เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง”
แม้จะเป็นลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารก็ไม่ผิดเพราะไม่ได้ทำไปให้ดำหลงเชื่อว่าเป็น
ลายเซ็นต์ของขาว ถือว่าขาดองค์ประกอบภายในคือเจตนาพิเศษ
ถ้าดำเห็นว่าลายเซ็นต์นั้นเหมือนของขาวจริงๆ จึงแนะนำให้แดงนำเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคาร เช่นนี้จึงจะถือว่าแดงผิดมาตรา ๒๖๔
ตัวอย่าง แดงซื้อสลากกินแบ่งเลขท้ายลงท้ายที่ ๘๐ แต่เลขที่ออกคือ ๘๘ แดงจึงแก้เป็น ๘๘ เพื่อจะหลอกดำซึ่งเป็นเพื่อนรักให้ดำหลงเชื่อว่าตนถูกสลากกินแบ่ง เพื่อให้ดำเลี้ยงอาหารกลางวันก่อนแล้วจึงบอกดำว่าตนจะเลี้ยงอาหารเย็นให้แก่ดำคืน ดำหลงเชื่อ หลังจากเลี้ยงอาหารกลางวันเสร็จแดงก็บอกความจริงแก่ดำ แล้วแดงก็ขยำสลากกินแบ่งทิ้ง แต่ทั้งหมดนี้ขาวเห็นเหตุการณ์โดยตลอดจึงนำสลากกินแบ่งไปขึ้นเงิน
การกระทำของแดงเป็นการเติมด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง มีเจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาพิเศษก็มี แต่ศาลฎีกาก็ยกฟ้องเพราะการกระทำดังกล่าวไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเพราะแดงทำเล่นสนุกๆ กับเพื่อน
ถ้อยคำที่ว่า “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” เป็นองค์ประกอบภายนอกแต่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งอาจารย์จิตติ เรียกว่า “พฤติการณ์ประกอบการกระทำ” ซึ่งสิ่งนี้ต้องมีอยู่การกระทำจึงจะมีความผิด แต่เนื่องจากไม่ใช่ข้อเท็จจริงจึงไม่อยู่ภายใต้มาตรา ๕๙ วรรคสาม หมายความว่า เสียหายหรือไม่ไม่คำนึงถึงความรู้ของผู้กระทำ แต่ใช้มาตรฐานของผู้กระทำแต่ใช้มาตรฐานของวิญญูชน ถ้าวิญญูชนเห็นว่าเสียหาย การกระทำก็เป็นความผิด ถ้าวิญญูชนเห็นว่าไม่เสียหายการกระทำก็ไม่เป็นความผิด แม้พยายามก็ไม่ผิดฐานพยายาม




หลักเจตนา มาตรา ๕๙ วรรคสาม | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 3725 ครั้ง
ลงวันที่ 25/01/2014 00:44:55


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน