กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้วันที่ 22 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านไป มีรายละเอียดถึง 206 มาตรา เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากจาก พ.ร.บ.ฉบับเดิม ปี 2534 ที่แก้ไขครั้งสุดท้าย ปี 2543 ซึ่งมีอยู่เพียง 143 มาตรา
การพัฒนากฎหมายฉบับนี้ให้เข้มข้นขึ้น ก็เพื่อมุ่งคุ้มครองเด็ก เยาวชนและสถาบันครอบครัวมิให้ถูกละเมิดสิทธิ เด็กหรือเยาวชนที่ตกเป็นผู้ต้องหา จะต้องได้รับการฟื้นฟูทั้งร่างกาย จิตใจ และส่งเสริมให้มีโอกาสกลับคืนสู่สังคม รวมทั้งรับการปฏิบัติด้วยมนุษยธรรมและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้าย หรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมไม่ว่าทางใด ดังนั้นสื่อมวลชนที่ชอบเผยแพร่ข่าวและภาพด้วยความเคยชินหรือตกเป็นเครื่องมือหาเสียงของนักการเมืองหญิงพึงระวัง เพราะอาจถูกดำเนินคดีด้วยโทษจำคุกที่หนักมากยิ่งขึ้น การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นผู้ต้องหามีการเปลี่ยนแปลงหลายประการ คือ
กำหนดให้มีศาลเยาวชนและครอบครัวขึ้นทุกจังหวัด เดิมมี 8 จังหวัด ส่วนที่เหลือตั้งเป็นแผนกอยู่ในศาลยุติธรรมประจำจังหวัด โดยการออกเป็น พ.ร.บ.สำหรับศาลใหม่ที่จะจัดตั้ง
อายุเด็กเปลี่ยนจากเดิม คือ เด็ก หมายถึง บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี เยาวชน 15-18 ปี ในขณะที่กฎหมายเดิม เด็กอายุ 7-14 ปี เยาวชน 14-18 ปี การพิจารณาออกหมายจับของศาลจักต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องอายุ เพศ และอนาคตของเด็กหรือเยาวชนที่พึงได้รับการพัฒนาและปกป้องคุ้มครอง หากการออกหมายจับมีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจของเด็กหรือเยาวชนอย่างรุนแรงโดยไม่จำเป็น ให้พยายามเลี่ยงการออกหมายจับโดยใช้วิธีติดตามตัวเด็กด้วยวิธีอื่นก่อน
เมื่อจับตัวมา การจับกุมและควบคุมตัวต้องกระทำโดยละมุนละม่อม คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่เป็นการประจาน ตลอดจนมิให้ใช้เครื่องพันธนาการโดยเด็ดขาด พนักงานสอบสวนต้องสอบถามในสถานที่ที่เหมาะสม ไม่เลือกปฏิบัติและไม่ปะปนกับผู้ต้องหาอื่น และไม่มีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ร่วมในลักษณะเป็นการประจาน ต้องนำตัวเด็กหรือเยาวชนไปศาลภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบการจับกุม
ถ้าการจับกุมเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้ปล่อยตัว ถ้าไม่มีที่ปรึกษา กฎหมายให้ศาลแต่งตั้งให้ และให้มอบตัวเด็กหรือเยาวชนไปอยู่กับพ่อแม่ ผู้ปกครองในระหว่างการพิจารณาคดี ยกเว้นคดีที่พฤติกรรมเป็นภัยต่อบุคคลอื่นอย่างร้ายแรง จึงส่งไปสถานพินิจหรือสถานที่อื่น และให้พนักงานอัยการส่งฟ้องภายใน 30 วัน
กฎหมายใหม่มีการเพิ่มหมวดที่กล่าวถึงมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา ขึ้นมาใหม่ทั้งหมวด กรณีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ที่ไม่เคยต้องโทษมาก่อน เพื่อให้โอกาสเด็กกลับเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง ให้สถานพินิจจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู ร่วมกับเด็ก เยาวชน ฝ่ายผู้เสียหาย นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ อาจมีผู้แทนชุมชนหรือผู้เกี่ยวข้องอื่นมาร่วมทำแผน แผนอาจเป็นเพียงการว่ากล่าวตักเตือน หรือกำหนดเงื่อนไขให้เด็กหรือเยาวชน หรือพ่อแม่ ผู้ปกครองปฏิบัติด้วย อาจชดใช้เยียวยาความเสียหาย อาจกำหนดให้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ทดแทนการจำคุกก็ได้
กรณีที่ศาลพิจารณาปล่อยเด็กหรือเยาวชนไป แต่มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการทำผิดหรืออยู่ในสถานแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการทำผิด จะต้องมีการคุมประพฤติโดยเพิ่มรายละเอียดจากกฎหมายเดิม โดยเพิ่มมาตรการให้ไปรับการฝึกอบรม รับคำปรึกษาแนะนำ รับการรักษาบำบัดฟื้นฟู ประกอบอาชีพ เข้ารับการอบรมศีลธรรมจริยธรรม หน้าที่พลเมือง กำหนดเงื่อนไขให้บิดามารดา ผู้ปกครองปฏิบัติด้วย
ผู้พิพากษาสมทบ ตามกฎหมายใหม่จะมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี (กฎหมายเดิม 30 ปี) ต้องมีหรือเคยมีบุตร ต้องมีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวข้องมาไม่น้อยกว่า 3 ปี (เดิม 2 ปี) ดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี ไม่เกิน 2 เทอม (กฎหมายเดิมไม่มีเทอม)
สถานพินิจ มีการเพิ่มการเข้าแผนฟื้นฟูเพื่อปรับพฤติกรรม ยกเลิกโทษเดิมที่มีการเฆี่ยนไม่เกิน 12 ที การลงโทษที่ให้ทำงานหนัก รวมทั้งเพิ่มการแยกเด็กหรือเยาวชนออกตามอายุ พฤติการณ์ และความร้ายแรงของการทำผิด และแยกเด็กหรือเยาวชนซึ่งมีลักษณะที่อาจเป็นภัยต่อเด็กหรือเยาวชนอื่นไว้ต่างหาก ซึ่งกฎหมายเดิมไม่ได้มีการแยก
ส่วนกรณีเยาวชนและครอบครัวนั้น จำเลยจะมีทนายความแก้คดีแทนไม่ได้ แต่ให้มีที่ปรึกษากฎหมายที่เป็นทนายความ ที่มีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยา การสังคมสงเคราะห์ภายใต้ระเบียบที่ออกโดยประธานศาลฎีกา (เปลี่ยนจากอธิบดีศาลเยาวชนฯ) และมีผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวเพิ่มขึ้นมาใหม่โดยให้ศาลมีหน้าที่รับจดทะเบียนภายใต้คุณสมบัติที่กำหนด
ในกฎหมายใหม่นี้ยังมีการเพิ่มหมวดว่าด้วยการพิจารณาคดีคุ้มครองสวัสดิภาพขึ้นใหม่ทั้งหมวด (กรณีกระทำความรุนแรงในครอบครัว) โดยมีคำสั่งจากศาลให้ผู้ร้องเข้ารับคำปรึกษาแนะนำ อบรม บำบัดรักษาหรือฟื้นฟูจากศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำ หรือสถานพยาบาลหรือหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือทุพพลภาพหรือครอบครัว
ที่มา : fpps.or.th
|