ผลโดยตรงและผลธรรมดา โดย ดร.หยุด แสงอุทัย
**********
- ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าจำเลยได้ใช้พายตีโจทก์ โจทก์รักษาด้วยแพทย์แผนโบราณใส่น้ำมัน ๓-๔ วัน แผลเป็นหนองที่ปาก โจทก์เจ็บปวดได้รับทุกขเวทนาแก่กล้า และไม่สามารถประกอบการหาเลี้ยงชีพตามปรกติอยู่เดือนครึ่ง จึงไปรักษาที่โรงพยาบาลกลาง แพทย์ที่โรงพยาบาลกลางให้ความเห็นว่า ถ้ามารักษาใหม่ ๆ ก็หายเร็วกว่านี้ ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า บุคคลผู้กระทำผิดย่อมต้องรับผิดต่อผลโดยตรงอันเกิดขึ้นตามธรรมดาจากการกระทำของตน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะมิได้รักษาเสียเลย ก็จะตำหนิผู้เสียหายว่าก่อความเจ็บปวดร้ายแรงขึ้นไม่ได้ และการที่จะตำหนิว่าไม่หาแพทย์มารักษานั้น ไม่ใช่ข้อแก้ตัวของจำเลย คำพิพากษาฎีกานี้จึงเป็นอันยืนยันแนวทางที่ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยมาแล้ว กล่าวคือ ผู้กระทำจะต้องรับผิดต่อผลโดยตรงอันเกิดขึ้นตามธรรมดาจากการกระทำของตนและแนวทางของศาลฎีกานี้ก็ตรงกับหลักกฎหมายอังกฤษ ซึ่งได้กล่าวไว้ในคดีฆ่าคนตายว่า การกระทำหรือการงดเว้นของจำเลยจะต้องเป็นเหตุอันแท้จริง ถ้าหากไม่สามารถจะถือได้โดยเที่ยงธรรมและโดยมีเหตุผลว่าเป็นผลของการกระทำหรือการงดเว้นนั้นแล้ว ก็ไม่ใช่ความผิดฐานฆ่าคนตาย (ดู Principles and Practice of the Criminal Law ของ Horris พิมพ์ครั้งที่ 16 โดย Wilshere ค.ศ. 1938 หน้า 203)
- และนอกจากนี้ยังมีหลักกฎหมายอังกฤษว่า ต้องสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนเจตนาให้เกิดผลธรรมดาแห่งการกระทำของตน ( Every on must be prasumed to intend the natural conseqnences of his act ดู Wilshere Element of Crimanal Law and Procedure พิมพ์ครั้งที่ 4 ค.ศ. 1935 หน้า 56) และเคยมีคดีของศาลอังกฤษที่คล้ายกับเรื่องนี้ คือ ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายร่างกาย และนิ้วของผู้ตายเกิดเป็นพิษขึ้น แพทย์ให้ความเห็นว่า ถ้าผู้ตายยอมตัดนิ้วผู้ตายจะไม่ถึงแก่ความตาย ศาลได้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตาย ตำราที่กล่าวถึงเรื่องนี้ได้ให้ความเห็นว่า ถ้าปรากฎว่าผู้ตายจะไม่ตาย ถ้าหากจำเลยไม่กระทำการนั้น ๆ แล้ว จำเลยจะแก้ตัวไม่ได้ว่ามีเหตุอื่น ๆ มาส่งเสริมให้เกิดผลนั้นอีก (ดู Rupert Cross และ P.Asterlay joaes. An Introduction to Criminal Law 1949 หน้า 213)
- หลักกฎหมายอเมริกาก็เช่นเดียวกัน คือถือเอาเหตุโดยตรง (Proximate Cause)เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุโดยตรงแล้ว แม้จะเป็นประมาณ การกระทำที่แต่แทรกแซงเข้ามา (Intervening acts) เช่น การประมาทละเลยของผู้ถูกประทุษฐร้ายเอง หรือของแพทย์หรือนางพยาบาล ย่อมไม่ใช่สาระสำคัญ (ดูคำอธิบายกฎหมายอาญาอเมริกาของ Justin Miller ค.ศ. 1934 หน้า 86)
- แต่ถ้าจะกล่าวทางตำรากฎหมายสวิซ เยอรมัน ออสเตรีย เซโกสโลวาเกีย ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายอาญาและมีหลักเจตนาเช่นเดียวกับกฎหมายลักษณะอาญา ในคดีที่เจตนาไม่จำต้องคลุมถึงผลแห่งการกระทำ เช่นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ความผิดฐานทำร้ายร่างการบาดเจ็บสาหัส ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยประมาท ฯลฯ การใช้หลักที่ว่าเป็นผลโดยตรงอันเกิดขึ้นตามธรรมดาจากการกระทำของตนย่อมเป็นอันถูกต้อง แต่สำหรับความผิดที่เจตนาจะต้องคลุมถึงผล เช่น ฆ่าคนตายโดยเจตนานั้น ตำราต่าง ๆ เหล่านั้นเห็นว่า แม้ผลที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นตามธรรมดาจากการกระทำนั้น ๆ แต่ถ้าผลนั้นจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าไม่มีการกระทำของจำเลย (Condicio sine qua non) ตำรานั้น ๆ ก็ถือว่าจำเลยได้ก่อให้เกิดผลขึ้น เช่น จำเลยยิง ก. เพื่อจะฆ่าให้ตาย แต่ยิงไม่ถูก ปรากฎว่าขณะที่ยิง ก. เป็นไข้อยู่ จำเลยไม่รู้ ก.เลยตกใจตาย การตายของ ก.ไม่ใช่ผลธรรมดาที่เกิดขึ้นจากการยิงปืนเลย เพราะตามธรรมดาเมื่อเรายิงใครไม่ถูก ผู้ถูกยิงหาตายไม่ ในตัวอย่างดังกล่าวต้องวินิจฉัยว่า แม้ความตายจะไม่ใช่ผลธรรมดาก็ต้องถือว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา เพราะถ้าจำเลยไม่ยิงที่ไหน ก.จะตาย และจำเลยก็มีเจตนาจะฆ่าให้ ก.ตายด้วย อย่างไรก็ดีสำหรับประเทศไทยอาจมีผู้โต้แย้งในตัวอย่างที่กล่าวข้างต้นว่า การยิงคนผิด ๆ ถ้าเขาตกใจตาย ก็เป็น "ผลธรรมดา" แต่หลักของกฎหมายภาคพื้นยุโรปในประเทศที่ระบุชื่อมาแล้ว ซึ่งไม่คำนึงว่าเป็นผลธรรมดาหรือไม่ ในกรณีที่จำเลยได้มีเจตนาก่อให้เกิดผลนั้น ๆ ขึ้น ย่อมจะเป็นประโยชน์ในแง่พิจารณามากกว่า คือ เราพิจารณาแต่เพียงว่า ถ้าไม่มีการกระทำนั้น ๆ ผลจะเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นการพิจารณาที่ง่ายกกว่าจะพิจารณาว่าผลนั้นเป็นผลธรรมดา อันเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ หรือไม่
ย.ส. (ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย)
หมายเหตุท้ายฎีกาที่ ๓๓๓/๒๔๙๔

อ้างอิงที่มา : Turkjung Law
|