หัวข้อ : หลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมายแรงงาน ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







 หลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน

     ตามหนังสือกองนิติการ ที่ รง 0504/001934 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2551

นายจ้างซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยจะให้ลูกจ้างของตนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดูแลการเงินและทรัพย์สินของนายจ้างซื้อกรมธรรม์ประกันภัยจากนายจ้างได้หรือไม่ ?

ข้อเท็จจริง 
1.บริษัท รับประกันภัย จำกัด ประกอบกิจการประกันวินาศภัยด้านรถยนต์ อัคคีภัย และภัยทางทะเล บริษัทมีนโยบายจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับการเงินเพื่อเป็นหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานซึ่งเรียกว่า กรมธรรม์ประกันภัยการค้ำจุนลูกจ้าง ซึ่งบริษัทฯ ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยให้ดำเนินการได้ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับประกันภัยรถยนต์และกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ (การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย) โดยลูกจ้างเป็นผู้ประกันภัยและจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยในอัตรา 1,000 บาท สัญญาประกันภัยมีระยะเวลาประกันภัยประมาณ 1 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาประกันภัยแล้วลูกจ้างจะต้องซื้อเบี้ยประกันภัยฉบับใหม่สำหรับการค้ำประกันการทำงานในปีถัดไป โดยมีบริษัท รับประกันภัย จำกัด เป็นผู้รับประกันภัย และให้คำรับรองต่อนายจ้างว่า หากลูกจ้างได้กระทำการอันเป็นการฉ้อโกง หรือยักยอก หรือทุจริตที่เกี่ยวกับหน้าที่ หรือความเสียหายโดยตรง สำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของนายจ้างที่เกิดจาก การกระทำของบุคคลผู้เอาประกันภัยในทางการที่จ้างหรือได้รับมอบหมายจากนายจ้าง และในสัญญาจ้างระบุให้บุคคลผู้เอาประกันภัยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างจากการกระทำนั้น บริษัทผู้ประกันภัยตกลงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายจ้างภายในวงเงิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)

แนวคำตอบ 


ประเด็นที่ 1 กรณีที่บริษัท รับประกันภัย จำกัด จะจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยให้กับลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับการเงินเพื่อเป็นหลักประกันการทำงานนอกจากหลักประกันที่เป็นเงินสด ทรัพย์สิน และการค้ำประกันด้วยบุคคล โดยลูกจ้างเป็นผู้ซื้อประกัน สามารถดำเนินการได้หรือไม่อย่างไร เห็นว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับ หลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือการค้ำประกันด้วยบุคคล เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ตามบทบัญญัติของกฎหมายมาตราดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างมิให้ได้รับความเดือดร้อนในการจัดหาหลักประกัน รวมทั้งป้องกันมิให้นายจ้างแสวงหาประโยชน์จากหลักประกันที่ลูกจ้างนำมาวาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 โดยในข้อ 9 ได้จำกัดทรัพย์สินที่นายจ้างจะเรียกหรือรับจากลูกจ้างเพื่อเป็นหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานไว้เพียง 2 อย่าง คือ สมุดเงินฝากประจำธนาคาร และหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ทั้งนี้ เนื่องจากทรัพย์สินทั้ง 2 อย่างไม่ก่อภาระให้ลูกจ้างได้รับความเดือดร้อนจนเกินสมควร รวมทั้งได้กำหนดมูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวไว้เพียงไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ กรณีตามข้อหารือ บริษัท รับประกันภัย จำกัด จะจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยการค้ำจุนลูกจ้างให้แก่ลูกจ้างที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงิน แม้กรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทฯ จะจำหน่ายให้แก่ลูกจ้างจะมีความหมายเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งและมีลักษณะคล้ายกับกรณีธนาคารออกหนังสือค้ำประกันการทำงานของลูกจ้างให้แก่นายจ้าง แต่หากพิจารณารายละเอียดของความผูกพันของคู่สัญญาและภาระค่าใช้จ่ายที่ลูกจ้างจะต้องรับผิดชอบในการเข้าทำสัญญาแล้ว จะเห็นได้ว่าความผูกพันระหว่างบริษัทผู้รับประกันภัยกับลูกจ้างและนายจ้าง เป็นความผูกพันในลักษณะของสัญญาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 โดยลูกจ้างในฐานะผู้เอาประกันจะต้องซื้อเบี้ยประกันภัยจากบริษัทผู้รับประกันภัย ส่วนนายจ้างอยู่ในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์ สำหรับเบี้ยประกันภัยนั้นลูกจ้างเป็นผู้จ่ายในอัตรา 1,000 บาท และความผูกพันของสัญญาประกันภัยมีระยะเวลาประกันภัยประมาณ 1 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาประกันภัยแล้วลูกจ้างจะต้องซื้อเบี้ยประกันภัยฉบับใหม่สำหรับการค้ำประกันการทำงานในปีถัดไป เมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์ของกรมธรรม์ประกันภัยการค้ำจุนลูกจ้างเทียบเคียงกับหลักประกันโดยการให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันการทำงานแล้ว จะเห็นได้ว่าการให้ลูกจ้างซื้อกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวเป็นการสร้างภาระแก่ลูกจ้าง หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าการให้ลูกจ้างจัดหาหลักประกันโดยการให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน อีกทั้งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง 
ถ้าไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การให้ลูกจ้างเป็นผู้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อเป็นหลักประกันการทำงานในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการขัดต่อประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน พ.ศ. 2551 ทั้งนี้ เทียบเคียงกับหนังสือตอบข้อหารือของกรม กรณีบริษัท ดีดีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือ ที่ รง 0504/007722 ลงวันที่ 30 กันยายน 2551 

ประเด็นที่ 2 หากบริษัท รับประกันภัย จำกัด จะจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวให้กับบริษัทอื่น (นายจ้าง) เพื่อเป็นการประกันความเสียหายให้กับลูกจ้างของบริษัทนั้น โดยลูกจ้างไม่ได้ซื้อเอง จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไร เห็นว่า กฎหมายกำหนดห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ซึ่งหมายถึงลูกจ้างต้องเป็นผู้หาหลักประกันมาให้นายจ้างไม่ว่าหลักประกันนั้นจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือการค้ำประกันด้วยบุคคล การที่บริษัทอื่นซึ่งเป็นนายจ้างจะเป็นผู้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยค้ำจุนดังกล่าวโดยเป็นผู้รับภาระในการจ่ายเบี้ยประกันภัยเองโดยไม่ได้ให้ลูกจ้างของตนรับภาระในการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่เป็นการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง บริษัทอื่นที่เป็นนายจ้างย่อมสามารถกระทำได้ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 และประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน พ.ศ. 2551

หมายเหตุ
อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดั่งได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย

เรื่องนี้ผู้รับประกันภัยกับผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ คือ นายจ้างซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกัน เมื่อลูกจ้างผิดสัญญานายจ้างจะเรียกให้ผู้รับประกันภัยชำระหนี้แทนลูกจ้างได้อย่างไร ในเมื่อตนเองนั่นแหละเป็นทั้งผู้รับประกันภัยและผู้รับประโยชน์ด้วยในเวลาเดียวกัน กรณีอย่างนี้ย่อมไม่ใช่การประกันภัย กรณีจึงมิใช่การให้หลักประกันตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องพิจารณาต่อว่า วงเงินตามกรมธรรม์สูงเกินกฎหมายกำหนดหรือไม่ ลูกจ้างเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันชอบหรือไม่

กรณีเช่นนี้เป็นเพียงการเรียกรับเงินประกันการทำงานจากลูกจ้างปีละ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเงินจำนวนนี้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างมีสิทธิเรียกเก็บได้แน่นอน เนื่องจาก กฎหมายให้เรียกเก็บได้ 60 เท่าของค่าจ้างรายวัน ซึ่งการเรียกเก็บเช่นนี้ถือว่า ชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อตกลงที่ให้ลูกจ้างต้องซื้อกรมธรรม์ใหม่ทุกปี ปีละ 1,000 บาท โดยเงิน 1,000 บาทที่ซื้อกรมธรรม์ในปีที่ผ่านมาไม่คืน แม้ลูกจ้างจะมิได้ผิดสัญญาใดๆก็ตาม ข้อตกลงเช่นนี้ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ





หลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3726 ครั้ง
ลงวันที่ 26/08/2014 15:35:48





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน