หัวข้อ : สรุปคำบบรรยาย กฎหมาย ครอบครัว เนติสมัยที่ 1/67 ครั้งที่ 1
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







สรุปคำบบรรยาย กฎหมาย ครอบครัว เนติสมัยที่ 1/67 ครั้งที่ 1
บรรยายศาสตราจารย์พิเศษประสพสุข
 บุญเดช
บรรยายวันที่ 3 มิถุนายน 2557

ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning
---------------------------------



“การหมั้น เป็นสัญญาซึ่งฝ่ายชายทำกับฝ่ายหญิงโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อชายกับหญิงจะสมรสกัน”

“เงื่อนไขของการหมั้น มี ๒ ประการ”
อายุของคู่หมั้น ชายและหญิงต้องมีอายุครบ ๑๗ ปี ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๔๓๕ บัญญัติไว้ อายุของคู่หมั้นถือเป็นเงื่อนไข การหมั้นที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขนี้ถือว่าเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1435 วรรคสอง แม้ภายหลังชายหญิงจะอายุครบ 17 ปี ก็ไม่อาจให้สัตยาบันได้ เพราะขัดมาตรา 172 ดังนั้นต้องมีการหมั้นใหม่ 

ชายหญิงคู่หมั้นที่มีอายุไม่ครบ 17 ปี จะมาร้องขอต่อศาลให้อนุญาตให้ทำการหมั้นไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ต่างจากการสมรสตาม มาตรา 1448 หากมีเหตุสมควรสามารถร้องขอได้

สัญญาหมั้นที่ตกเป็นโมฆะเพราะชายหญิงอายุไม่ครบ 17 ปี ถือว่าเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น และถือว่าคู่สัญญาหมั้นอยู่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียสามารถยกความเสียเปล่า ตามมาตรา 172 ขึ้นกล่าวอ้างได้ หากมีการให้ของหมั้นและสินสอดแก่ฝ่ายหญิง ถือเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ฝ่ายชายเรียกคืนได้ เว้นแต่ฝ่ายชายจะรู้ว่าฝ่ายหญิงอายุไม่ครบ 17 ปี เพราะหากรู้แล้วยังให้สินสอดหรือของหมั้น ต้องถือว่าฝ่ายชายชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามมาตรา 411 จึงไม่มีสิทธิเรียกคืน

“อย่างไรก็ดีการให้ของหมั้นและสินสอด โดยต่อมามีการแต่งงานกันตามประเพณี ชายและหญิงไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ถือว่าทรัพย์ที่ให้ไม่ใช่ของหมั้นและสินสอด จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนเช่นกัน”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2535

โจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เพียงแต่ประกอบพิธีแต่งงานเพื่ออยู่กินกันตามประเพณีโดยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายเงินทั้งหลายที่ฝ่ายโจทก์มอบให้ฝ่ายหญิง จึงไม่ใช่ของหมั้นและสินสอดตามกฎหมาย แม้จะมีการหมั้นกันตามประเพณีและมอบทรัพย์สินให้แก่กันในขณะจำเลยที่ 3 อายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ โจทก์ก็หามีสิทธิเรียกคืนไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3072/2547
ในขณะที่นาย อ. ทำการหมั้นกับนางสาว บ. นั้น นางสาว บ. อายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1435 วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1435 วรรคสอง นอกจากนี้มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่านางสาว บ. อายุไม่ครบ 17 ปี จำเลยและนางสาว บ. จึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตามมาตรา 412 และ 413 โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 407 หาได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดาและมารดาของนาย อ. และนางสาว บ. ทำบันทึกข้อตกลงภายหลังที่นาย อ. กับนางสาว บ. เลิกการอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ว่าจำเลยตกลงจะคืนเงินสินสอดและของหมั้นแก่โจทก์ จึงมีมูลหนี้และใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่

2.ความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ตามมาตรา 1436
ผู้เยาว์จะหมั้น ต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลดังต่อไปนี้
“บิดาและมารดา” กรณีที่ผู้เยาว์มีทั้งบิดาและมารดา

“บิดาหรือมารดา” ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองหรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอมหรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมจากบิดาหรือมารดาได้ ผู้เยาว์สามารถทำการหมั้นโดยได้รับความยินยอมจากบิดาหรือมารดาที่เหลือเพียงคนเดียวก็ได้

“ผู้รับบุตรบุญธรรม” เป็นผู้มีอำนาจให้ความยินยอม บิดามารดาเดิมไม่มีสิทธิแล้ว

“ผู้ปกครอง” กรณีที่บิดามารดาถูกถอนอำนาจปกครองไปแล้ว ไม่มีอำนาจให้ความยินยอมอีก ส่วนกรณีที่บิดามารดาตายไปหมดแล้ว แต่ผู้เยาว์จะทำการหมั้นกัน ต้องมีการตั้งผู้ปกครองก่อน

บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส บุตรถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาแต่เพียงผู้เดียว แต่หากบิดามารดาเพียงแต่แยกกันอยู่ ย่อมไม่เป็นเหตุให้การสมรสสิ้นสุดลง จึงต้องให้ทั้งบิดาและมารดาให้ความยินยอม

การหมั้นที่ปราศจากความยินยอมจากบุคคลตามมาตรา 1436 ตกเป็นโมฆียะ ซึ่งผู้เยาว์สามารถบอกล้างได้ ตามมาตรา 175 หรือแม้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็สามารถบอกล้างได้ ส่วนผู้แทนโดยชอบธรรมนั้นจะบอกล้าง ตามมาตรา 175 หรือให้สัตยาบัน ตาม มาตรา 177 ก็ได้ แต่หากจะให้สัตยาบันก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของหลักความยินยอมด้วย กล่าวคือ หากต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา การให้สัตยาบันก็ต้องให้ทั้งบิดาและมารดาทั้งคนด้วย

บุคคลที่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส ตามมาตรา 20 หากภายหลังขาดจากการสมรส และอายุยังไม่ถึง 17 ปี หากจะทำการหมั้นใหม่ย่อมไม่สามารถกระทำได้ เพราะยังตกอยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขข้อที่ 1

“การหมั้นต้องมีของหมั้น มิฉะนั้นการหมั้นไม่สมบูรณ์ แต่การหมั้นไม่มีแบบจะกระทำด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ ทั้งการหมั้นยังอยู่ในบังคับของบทกฎหมายทั่วไปในเรื่องการแสดงเจตนาทำนิติกรรมด้วย เช่น หมั้นเพราะถูกข่มขู่ ย่อมตกเป็นโมฆียะ ปู่หมั้นหลาน ตกเป็นโมฆะ หญิงหมั้นชาย หรือ หญิงหมั้นหญิง ล้วนตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เพราะขัดต่อศีลธรรมอันดีตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 “

“ชายหญิงสมรสกัน แต่ไม่มีการส่งมอบของหมั้นไม่ถือว่าเป็นการหมั้น ภายหลังหากมีการผิดสัญญาขึ้น ไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทน”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2487

เพียงแต่สัญญาจะทำการสมรส แต่ไม่มีของหมั้น จะฟ้องเรียกค่าทดแทนฐานผิดสัญญาไม่ได้
“แม้ไม่มีจารีตประเพณีท้องถิ่นว่าจะต้องมีของหมั้น ก็ไม่อาจลบล้างบทบัญญัติแห่งกฎหมาย”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2509
ป.พ.พ. มาตรา 1436, 1438 
การหมั้นและจะเรียกว่าหมั้นก็ต่อเมื่อฝ่ายชายนำของหมั้นไปมอบให้ฝ่ายหญิง อันเป็นเรื่องที่เข้าใจกันตามธรรมดาและตามประเพณีเมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นฝ่ายนั้นต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1438 โดยที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ เช่นนี้เมื่อฝ่ายชายเพียงแต่ตกลงว่าจะสมรสโดยไม่มีการหมั้นดังนี้ จึงอยู่นอกขอบเขตที่กฎหมายรับรองหากไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงไว้จะเรียกค่าทดแทนหาได้ไม่
การที่ไม่มีประเพณีท้องถิ่นว่าจะต้องมีของหมั้น มิใช่เหตุอันจะพึงยกขึ้นลบล้างบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1438 ได้

“ทรัพย์สินที่เป็นของหมั้น จะมีค่าหรือราคาเล็กน้อยเพียงใด ก็ถือว่าเป็นของหมั้นและการหมั้นย่อมสมบูรณ์แล้ว”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2496
ฝ่ายชายได้ดำเนินการสู่ขอฝ่ายหญิงจนได้มีการเหยียบเรือนตามประเพณีท้องถิ่นแล้ว คือฝ่ายชายได้นำหมากพลูและผ้าขาวไปเคารพฝ่ายหญิง และได้กำหนดนัดวันทำพิธีสมรสแล้ว เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการตกลงโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการหมั้น และการตกลงทำการสมรสแล้วทุกประการเมื่อถึงวันกำหนดแต่งงานฝ่ายชายไม่มาตามกำหนด ฝ่ายหญิงย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1092/2539

เมื่อไม่มีการหมั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนความเสียหายในการเตรียมการสมรสจากจำเลยทั้งสามซึ่งไม่มาทำพิธีสมรสในวันที่กำหนด ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องฝ่ายจำเลยสู่ขอโจทก์เพื่อสมรสกับจำเลยที่3โดยตกลงให้ฝ่ายโจทก์เป็นผู้จัดงานและพิธีสมรสแล้วจำเลยที่3ไม่มาทำพิธีสมรสตามที่ตกลงไว้อีกทั้งค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสหรือค่าเสียหายทางจิตใจเนื่องจากถูกชาวบ้านดูถูกให้อับอายขายหน้าก็ตามล้วนสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่1และที่2ไม่น่าจำเลยที่3มาทำพิธีสมรสในวันที่กำหนดมูลคดีตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการสมรสมิใช่มูลละเมิดตามที่โจทก์อุทธรณ์เพราะคำฟ้องหาได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 แต่ประการใดไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543
พฤติการณ์ที่จำเลยซื้อแหวนเรือนทองฝังเพชรมอบให้โจทก์ ตลอดจนการจองสถานที่จัดงานพิธีสมรสและพิมพ์บัตรเชิญงานสมรส รวมทั้งการติดต่อผู้ใหญ่ให้มาเป็นเจ้าภาพในงานพิธีสมรส ล้วนส่อแสดงว่าจำเลยประสงค์จะสมรสกับโจทก์ การให้แหวนกันดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการหมั้นและเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะมีการสมรสกันในเวลาต่อมา แม้การหมั้นจะมิได้จัดพิธีตามประเพณีหรือมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาร่วมเป็นสักขีพยานก็เป็นการหมั้นโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยไปสมรสกับ น. โดยมิได้สมรสกับโจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น

“ของหมั้นเป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายส่งมอบหรือโอนให้แก่ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะทำการสมรสกับหญิง เมื่อหมั้นแล้วของหมั้นตกเป็นสิทธิของหญิงทันที ตาม มาตรา 1437 วรรคสอง”

“ทรัพย์สินที่เจ้าของทรัพย์ยินยอมให้นำมาหมั้น สามารถนำมาเป็นของหมั้นได้ แต่หากเจ้าของที่แท้จริงไม่ยินยอม เจ้าของสามารถติดตามเอาคือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ได้ เว้นแต่เป็นเงินตราและหญิงคู่หมั้นรับไว้โดยสุจริต หญิงย่อมได้รับความคุ้มครอง ตาม มาตรา 1331 “

“นอกจากนี้การที่เจ้าของที่แท้จริง ให้ชายยืมทรัพย์มาหมั้น แม้จะตกลงให้ยืมกันเป็นการชั่วคราว แต่เมื่อหญิงไม่รู้เรื่องด้วย ของหมั้นย่อมตกเป็นสิทธิแก่หญิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1198/2492
ของหมั้นไม่จำต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของชายคู่หมั้น แม้จะเป็นของคนอื่นก็อาจเป็นของหมั้นและตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่หญิงในเมื่อสมรสแล้วได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1436 ก็ใช้คำว่า ฝ่ายชาย มิได้ใช้คำว่า ชายเฉยๆ
พ.สามีจำเลยกับจำเลยได้ไปทำการหมั้นโจทก์ให้แก่ จ.ซึ่งเป็นบุตรของ พ. โดยใช้แหวนเป็นของหมั้น แหวนนี้จะเป็นเพียงจำเลยให้ยืมโดย พ. ทราบด้วยหรือไม่ทราบก็ตาม เมื่อปรากฏว่าทางฝ่ายโจทก์และบิดามารดาโจทก์หาได้ทราบความข้อนี้ด้วยไม่ จึงจะเอาข้อตกลงระหว่าง จ. กับจำเลยตลอดจนความไม่รู้ของ พ. หากเป็นความจริงไปผูกมัดโจทก์ไม่ได้
“การให้ของหมั้น ต้องเป็นการให้โดยมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2524

การที่โจทก์ให้เงิน 20,000 บาท ซึ่งเรียกว่าสินสอดและให้แหวนเพชรกับสร้อยทองคำซึ่งเรียกว่าของหมั้นแก่จำเลยนั้นโจทก์หาได้ให้ในฐานะเป็นสินสอดและของหมั้นไม่เพราะสินสอดหรือของหมั้นนั้นต้องเป็นการให้โดยมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าทั้งสองฝ่ายเพียงแต่ประกอบพิธีสมรสตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสเพื่อให้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เงินและทรัพย์นั้น จึงหาได้ให้ในฐานะเป็นสินสอดและของหมั้นตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 ไม่

“ลักษณะสำคัญของของหมั้น”
1.ต้องเป็นทรัพย์สิน
2 .ต้องเป็นของฝ่ายชายที่ให้ไว้แก่ฝ่ายหญิง หากเป็นทรัพย์ของหญิงที่ให้ชาย ไม่ใช่ของหมั้น
3. ต้องให้ไว้ในเวลาทำสัญญาและหญิงต้องได้รับไว้แล้ว หากเป็นเพียงสัญญาจะให้ในภายหลังโดยหญิงยังไม่ได้รับทรัพย์สินใดไว้ ย่อมไม่ใช่ของหมั้น
4. ต้องให้เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงและต้องให้ก่อนสมรส หากให้หลังสมรสไม่ถือเป็นของหมั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 592/2540
โจทก์ตกลงแต่งานกับจำเลยที่3โดยวิธีผูกข้อมือแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่3มิได้มีเจตนาจะทำการสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1457ดังนั้นทรัพย์สินที่โจทก์มอบให้จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่ของหมั้นเพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์มอบให้จำเลยทั้งสามเพื่อเป็นหลักฐานการหมั้นและประกันว่าจะสมรสกับจำเลยที่3และไม่ใช่สินสอดเพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ให้แก่จำเลยที่1และที่2บิดามารดาของจำเลยที่3เพื่อตอบแทนการที่จำเลยที่3ยอมสมรสตามมาตรา1437โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืน การที่จำเลยที่3ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมหลับนอนนั้นเป็นสิทธิของจำเลยที่3เพราะการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่3จะทำได้ต่อเมื่อจำเลยที่3ยินยอมเป็นสามีภริยากับโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1457การที่จำเลยที่3ไม่ยินยอมหลับนอนกับโจทก์ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือผิดสัญญาหมั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนหรือค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1439และมาตรา1440

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549
การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าฝ่ายจำเลยผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ จะต้องฟังให้ได้เสียก่อนว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 หรือไม่ เพราะการหมั้นตามกฎหมายนั้นต้องมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมาย มิใช่เมื่อมีการมอบของหมั้นแล้ว ก็มีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 1437
ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทำพิธีหมั้นตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสต่อกัน ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยมอบให้ฝ่ายโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เงินสดจำนวน 1,444,000 บาท และทองคำรูปพรรณที่จำเลยที่ 1 นำไปมอบให้แก่ฝ่ายโจทก์จึงไม่ใช่ของหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องเรียกคืนฐานผิดสัญญาหมั้นได้
ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองจะคืนเงินสดและทองรูปพรรณที่ใช้ในพิธีหมั้นให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงาน ดังนั้น เงินสดและทองรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาแสดงในวันหมั้นเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทั้งสองฝ่ายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในเงินสดและทองคำรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 1 ในวันแต่งงานจึงเป็นการส่งคืนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง มิใช่การฝากทรัพย์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน





สรุปคำบบรรยาย กฎหมาย ครอบครัว เนติสมัยที่ 1/67 ครั้งที่ 1 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3269 ครั้ง
ลงวันที่ 01/09/2014 15:48:12





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน