กฎหมายที่ใช้ในการดำเนินคดีล้มละลาย
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติถึงกฎหมายที่ใช้ในการดำเนินคดีล้มละลายไว้ดังนี้
มาตรา ๑๔ นอกจากที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัตินี้ กระบวนพิจารณาในศาลล้มละลายให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย และข้อกำหนดตาม มาตรา ๑๙ ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญาหรือกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาล แขวง แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม
จากบทบัญญัติของมาตรา ๑๔ ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การพิจารณาคดีล้มละลายต้องใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
๑. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.๒๕๔๒
๒. กฎหมายว่าด้วยล้มละลาย ซึ่งนอกจากหมายถึงพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ แล้ว ยังมีที่ปรากฏในกฎหมายอื่นๆ อีก เช่น พระราชกำหนดการกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นต้น
๓. ข้อกำหนดตามมาตรา ๑๙
มาตรา ๑๙ เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและ เที่ยงธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางโดยอนุมัติประธานศาลฎีกามี อำนาจออกข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟัง พยานหลักฐานใช้บังดับในศาลล้มละลายได้ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้ สิทธิในการต่อสู้คดีอาญาของจำเลยต้องลดน้อยกว่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ข้อกำหนดนั้น เมื่อได้รับความเห็นชอบจากประธานศาลฎีกาและประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ในปัจจุบันฝ่ายนิติบัญญัติยินยอมให้ฝ่ายตุลาการออกกฎหมายย่อยหรือกฎหมายลูกเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานใช้บังคับเฉพาะใน ศาลชำนัญพิเศษต่างๆ ได้ เช่นเดียวกับศาลล้มละลาย ขณะนี้มีการใช้บังคับข้อกำหนด คดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๙
๔. ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา หรือกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความ อาญาในศาลแขวง แล้วแต่กรณี มาใช้บังจับโดยอนุโลม
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๒๕/๒๕๕๔ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันฟ้องขอให้ จำเลยทั้งสองล้มละลายโดยมิได้กล่าวในฟ้องถึงการสละหลักประกันหรือตีราคาหลัก ประกันหักกับจำนวนหนี้ของตน จึงเป็นการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐ แม้ต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องมาเป็นคำฟ้องแบบเจ้าหนี้มีประกันโดยขอตีราคาที่ดินที่จำนองของจำเลยทั้งสองและหักจากจำนวนหนี้แล้วจำเลยทั้งสองยังเป็นหนี้โจทก์อยู่ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทก็ตาม แต่ในการขอแก้ไขคำฟ้องพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มีได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ต้องยื่นคำให้การ จึงไม่มีการชี้สองสถาน การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจากเจ้าหนี้ไม่มีประกันเป็นเจ้าหนี้มีประกันเป็นการขอแก้ไขในสาระสำคัญเพื่อให้คำฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐ ทั้งศาลล้มละลายกลางสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว เสร็จสิ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ โจทก์ขอผัดส่งเอกสารภายใน ๓๐ วัน และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไข คำฟ้องเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ จึงล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งในคดีแพ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการขายทอดตลาดก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้อง คดีล้มละลายเป็นเวลา ๖ เดือนเศษ การที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องถึงฐานะการเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือขอแก้ไขคำฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเกิดจากความบกพร่องของโจทก์เอง จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่อาจขอแก้ไขคำฟ้องรวมตลอดทั้งไม่อาจอ้างอำนาจฟ้องว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่โจทก์อาจขอแก้ไขคำฟ้องในเวลาใดๆ ก็ได้ คำสังศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๐๒/๒๕๕๕ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ให้เจ้าหนี้ทราบโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของเจ้าหนี้เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๙ โดยมีพนักงานของเจ้าหนี้ลงชื่อรับไว้แทน จึงเป็นการแจ้งคำสั่งให้เจ้าหนี้ทราบโดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๓ ทวิ, ๗๖ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ เจ้าหนี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รับทราบคำสั่งนั้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง การที่เจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๑๘/๒๕๕๕ คำร้องของผู้ร้องที่ขอให้พิทักษ์ทรัพย์ ของลูกหนี้เด็ดขาดในคดีก่อนและในคดีนี้มีสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นเดียวกันว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากผู้อื่น แล้วต่อมาลูกหนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยลูกหนี้อยู่ในฐานะจะดำเนินการได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๕๘ วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว ศาลจึงต้องพิจารณา ให้ได้ความจริงตามหลักเกณฑ์ในการร้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๕๘ วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ คำร้องทั้งสองคดีเป็นกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพื่อให้จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้เช่นเดียวกัน แม้มูลหนี้ที่นำมาร้องในคดีก่อนกับคดีนี้เป็นสัญญาคนละฉบับและเจ้าหนี้เดิมต่างกัน สิทธิเรียกร้องในคดีทั้งสองย่อมนำมายื่นคำร้องรวมกันเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๕๘ วรรคสี่ เป็นคดีเดียวกันได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเรื่องเดียวกันเป็นคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง จึงเป็นคำร้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบพระราชบัญญัตจัดตั้งศาลล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔
ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เป็นการร้องซ้อนกับคดีก่อน อันเป็นการต้องห้ามเสียแล้ว แม้ต่อมาผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอถอนคำร้องคดีก่อนและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต ก็ไม่ทำให้คำร้องคดีนี้กลับมาเป็นคำร้องที่ชอบด้วยกฎหมายอีก ศาลล้มละลายกลางชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องคดีนี้เสีย
อ้างอิง : กฏหมายล้มละลาย(อ.ชีพ จุลมนต์) รวมคำบรรยายเล่มที่2 สมัยที่ 67
|