๑) คำว่า "การคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย" มีความหมายกว้างขวางครอบคลุมให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่ถูกคุมขังโดยมิชอบทุกกรณี แม้เป็นการกระทำของบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่เจ้าพนักงานก็ตาม ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็มีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลตามมาตรานี้ได้ (ฎีกาที่ ๑๒๐๐/๒๕๐๔)
๒) คำว่า “บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง” มีความหมายกว้างรวมไปถึงทุกคนที่กระทำไปเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้ เช่น ทนายความของผู้ถูกคุมขัง (ฎีกาที่ ๔๖๖/๒๕๔๑) หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ
๓) คำว่า “ขอให้ปล่อย” มีความหมายชัดเจนว่า ขณะยื่นคำร้องนั้น จะต้องยังมีการคุมขังตัวอยู่ จึงจะขอให้ปล่อยได้ (ฎีกาที่ ๓๕๐/๒๕๕๓)
๔) การจับกุมเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลถึงอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ เมื่อศาลประทับฟ้องแล้วออกหมายขังไว้ การคุมขังจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัว (ฎีกาที่ ๓๕๐/๒๕๕๓)
สำหรับประเด็นเรื่องการคุมขังโดยมิชอบฯ เคยออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๑ (สนามใหญ่) เฉลยธงคำตอบว่า เมื่อมิใช่ความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานย่อมไม่มีอำนาจจับกุม การจับกุมจึงไม่ชอบ มีผลทำให้เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจควบคุมตัว (ฎีกาที่ ๒๕๓๕/๒๕๕๐) และถือว่าการควบคุมดังกล่าว เป็นการคุมขังโดยมิชอบฯ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๐ สามีของผู้ถูกคุมขังยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวได้ และศาลต้องมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปทันที (เทียบฎีกาที่ ๔๖๖/๒๕๔๑)
ที่มา/อ้างอิง : หลักและคำพิพากษากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา