หัวข้อ : ฎีกา5ดาว* คำพิพากษาฎีกาที่ 4507/2556 ปิดคอร์ส 10 มี.ค 60 สัปดาห์ที่ 16 วิแพ่ง ภาค2 อ.ทองธาร เนติ 2/69
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







         ฎีกา5ดาว*   ปิดคอร์ส 10 มี.ค 60 สัปดาห์ที่ 16 วิแพ่ง ภาค2 อ.ทองธาร เนติ 2/69

*****************

       คำพิพากษาฎีกาที่ 4507/2556 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของนายกุศล ข่ายม่านหรือพัฒนมาน ผู้ตายกับนางลัดดา ข่ายม่าน ซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมี คำสั่งว่าโจทก์เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เมื่อปี 2512 ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือจำเลยที่ 2 ที่ 3  และที่ 4 ตามลำดับ ระหว่างที่ผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นที่ดิน 3 แปลง โดยให้จำเลยที่ 1 เป็น ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คือที่ดิน ภ.บ.ท. 6 ตั้งอยู่ที่ตำบลนาทวี เนื้อ ที่ 48 ไร่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 390 เนื้อที่ 25 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำ ประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 391 เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งที่ดิน ทั้ง 3 แปลงดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ต่อมา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 390 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 391 ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ กลังจากนั้นเมื่อ วันที่ 7 เมษายน 2541 ผู้ตายได้ถึงแก่ความตายจึงต้องแบ่งทรัพย์สิน สมรสออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ในฐานะภริยา อีก ส่วนหนึ่งเป็นของผู้ตาย ทรัพย์สินส่วนซึ่งเป็นของผู้ตายต้องแบ่งแยก ออกเป็น 5 ส่วน โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับคนละ 1 ส่วน ดังนั้นจำเลยทั้งสี่จึงต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องให้โจทก์ 1 ใน 5 ส่วน โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่จัดการแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องแก่โจทก์ แต่ จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ลงใน ทะเบียนที่ดินเพื่อเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท.6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ รวม 1 ใน 5 ส่วน เป็นเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ให้จำเลยทั้งสี่ จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ลงในสารบบจดทะเบียนหนังสือรับรองการทำ ประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 390 โดยให้โจทก์มีส่วนเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 6 2/10 ตารางวา และให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ลงในสารบัญ จดทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 391 โดยให้ โจทก์มีส่วนเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 26 ตารางวา หากจำเลยทั้งสี่ไม่ ดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 258,915 บาท แก่โจทก์

         จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์มิได้เป็นบุตรโดยชอบ ด้วยกฎหมายของนายกุศล ข่ายม่านหรือพัฒนมาน ผู้ตาย จำเลยทั้งสี่ ไม่เคยรู้จักโจทก์มาก่อน และไม่มีผู้ใดทราบว่าโจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย รวมทั้งไม่ปรากฏหลักฐานหรือเอกสารใดที่แสดงว่าโจทก์เป็นบุตรของ ผู้ตาย การแจ้งเกิดของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้ตายเป็นผู้แจ้งต่อสำนักงาน ทะเบียนรวมทั้งไม่เคยส่งเสียหรืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์แต่อย่างใด ที่ดิน พิพาทตามฟ้องไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ใช้เงินส่วนตัวซื้อที่ดินพิพาทตามฟ้องทั้ง 3 แปลง มาจากบุคคลอื่น ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้ จดทะเบียนให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 390 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 391 แก่จำเลย ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ทั้งสองแปลงดังกล่าวตลอดมามิได้ครอบครองแทนโจทก์ จึงไม่ใช่ ทรัพย์มรดกที่โจทก์จะพึงได้รับส่วนแบ่ง นอกจากนี้ผู้ตายได้ทำ พินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสี่ โดยมีข้อกำหนดใน พินัยกรรมว่าให้บรรดาทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรมตก ได้แก่จำเลยทั้งสี่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 แต่โจทก์นำคดีนั้นมาฟ้อง เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 จึงเป็นการฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้น กำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์จึงขาดอายุ ความ ขอให้ฟ้อง

         ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

         โจทก์อุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ให้เป็นพับ

         โจทกฎีกา

         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็น บุตรชอบด้วยกฎหมายของนายกุศล ข่ายม่านหรือพัฒนมาน ผู้ตาย กับ นางลัดดา สังข์ทอง ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ต่อมาผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2512 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ดินพิพาทตามฟ้องทั้งสามแปลงเป็น สินสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 และก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลย ที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 390 และ 391 ตำบลสะกอม อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ตามเอกสาร หมาย ล.8 และ ล.9 อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2  ถึงที่ 4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เสียก่อนว่า การที่ศาล ชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทข้อแรกว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดก ให้จำเลยทั้งสี่ทั้งหมดแล้วชอบหรือไม่ ประเด็นนี้ฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขอ แก้ไขคำให้การสรุปว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมตามสำเนาเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสี่แล้ว โจทก์ซึ่งเป็น ทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย โจทก์ฎีกาว่า ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเกี่ยวกับกรณีที่อ้างว่า ผู้ตาย ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่จำเลยทั้งสี่เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543  นั้น ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวจนกระทั่งต่อมาเมื่อ ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว ก็ยังมิได้มีคำสั่ง อนุญาตตามคำร้องถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ เกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขคำให้การดังกล่าว เห็นว่า ตามคำร้องขอแก้ไข คำให้การฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2543 ดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ส่งสำเนาให้โจทก์และโจทก์ได้ตกลงชื่อรับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้ว แถลงขอพิจารณาคำร้องก่อนซึ่งศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสโจทก์ด้วยการให้ เลื่อนการชี้สองสถานไปและทนายโจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านไว้แล้ว เมื่อถึง วันชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทข้อแรกว่า ผู้ตายทำ พินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นพิพาท ที่จำเลยทั้งสี่ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การดังกล่าว แสดงว่าศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสี่แก้ไขคำ ให้การและพิจารณาตามคำร้องคัดค้านของโจทก์แล้ว ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยคดีในประเด็นที่ว่าผู้ตายทำ พินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยทั้งสี่จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อ นี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อคดีฟังได้ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดก ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสี่แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของผู้ ตายย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมดังกล่าว จึงเป็นผู้ถูกตัดมิให้ รับมรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิฟ้องคดีขอแบ่งมรดกของผู้ตาย คดีไม่จำ ต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง ด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

         พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ





ฎีกา5ดาว* คำพิพากษาฎีกาที่ 4507/2556 ปิดคอร์ส 10 มี.ค 60 สัปดาห์ที่ 16 วิแพ่ง ภาค2 อ.ทองธาร เนติ 2/69 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2484 ครั้ง
ลงวันที่ 11/03/2017 21:17:56





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน