ประเด็น จำเลยขอคุ้มครองตาม 264 ได้หรือไม่
คำตอบ ขอได้แต่ท่านจะต้องตอบเพิ่มเติม จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งเงิน 4,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จึงถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องแย้ง
คำพิพากษาฎีกาที่ 5982/2549 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์แบ่งเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำนวน 2,000,000 บาท ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 โจทก์ได้แอบถอนตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 4,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยหามาได้ร่วมกัน แต่โจทก์ไม่นำเงิน 2,000,000 บาท มอบแก่จำเลยตามส่วนจำเลยกึ่งหนึ่ง เมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยอาจจะไม่ได้เงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ศาลสั่งโจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางศาล
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งเงิน 4,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จึงถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องแย้ง เมื่อโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการนำเงิน 4,000,000 บาท ไปฝากที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ครั้งสุดท้ายนำไปฝากที่บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ในนามของจำเลย ต่อมาเมื่อปี 2546 ได้มีการเปลี่ยนชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นชื่อของโจทก์ และโจทก์ได้เบิกถอนเงิน 4,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุน หากในที่สุดแล้วศาลพิพากษาให้แบ่งเงินแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะได้ประโยชน์จากการที่ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ตามคำร้องของจำเลย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาโดยให้โจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264
|