หัวข้อ : การพิจารณาคดีอาชญาลับหลัง
หมวดหมู่ : บทความกฎหมาย
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับบทความกฎหมาย เกี่ยวกับ การคิด วิคราะห์ หลักการทางกฎหมาย อื่นๆ





 การพิจารณาคดีอาชญาลับหลัง

 

เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้ขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอความเห็นเรื่องวิธีการเกี่ยวด้วยการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย  ในโอกาสที่จะนำมาใช้ในวิธีพิจารณาความอาชญาของไทย  จึ่งขอเสนอความเห็นดั่งต่อไปนี้

 

...กฎหมายในเมืองต่างประเทศ  โดยปกติ กฎหมายอาชญาแองโกลแซกซอน ยอมให้พิจารณาความผิดอาชญาของจำเลยได้ก็ต่อเมื่อนำตัวจำเลยมาสู่ศาล แม้ในประเทศราชของอังกฤษ ซึ่งใช้กฎหมายใกล้ไปทางแบบคอนติเน็นท์อยู่มากก็ดี  ก็หายอมให้พิจารณาจำเลยลับหลังได้ไม่[๑] (ดูกฎหมายอาฟริกาใต้ มาตรา ๒๒๐ กฎหมายซีลอน มาตรา ๒๐๔,๒๑๙)

 

เป็นการตรงข้าม  กฎหมายทางคอนติเน็นท์บัญญัติยอมให้พิจารณาคดีอาชญาที่รู้ตัวจำเลยแล้ว แต่ไม่ได้ตัวมาศาล  เพราะเหตุที่ไม่สามารถจับตัวจำเลยได้ หรือไม่สามารถนำตัวมายังศาลได้  กฎหมายอาชญาของฝรั่งเศสเป็นแบบนี้  และอาจแยกได้ดั่งนี้ คือ

 

(ก) สำหรับคดีเล็กน้อย  วิธีพิจารณาเรียกว่า พิจารณาโดยจำเลยขาดนัด เมื่อเป็นที่แน่ใจว่าจำเลยไม่มาศาลแล้ว (แม้ถึงว่าตั้งใจที่จะไม่มา แต่ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพออย่างอื่นในทางกฎหมายที่จะจับจำเลยได้) ศาลพิจารณาไปฝ่ายเดียวและทำคำพิพากษา คำพิพากษาที่ลงโทษนั้นถ้าสามารถทำได้ ก็ส่งให้แก่ตัวจำเลย  จำเลยอาจร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนด ๕ วัน (หรือมากกว่านั้น แล้วแต่ระยะทาง) นับแต่วันที่ได้ส่งคำพิพากษาให้แก่จำเลยเป็นต้นไป  ถ้าหากไม่สามารถจะแจ้งให้ทราบได้ ก็นับตั้งแต่วันที่จำเลยได้ทราบแท้จริงซึ่งคำพิพากษานั้นโดยวิธีบางอย่างที่ใช้ในการบังคับตามคำพิพากษาหรือถ้าจำเลยไม่มีทางที่จะทราบคำพิพากษานั้นได้เลย  ก็จนกว่าจะครบกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในเรื่องอายุความสำหรับโทษนั้นๆ  เมื่อถึงวันกำหนดพิจารณาคดีใหม่  ถ้าศาลเห็นว่าคำร้องขอของจำเลยเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายและตัวจำเลยก็ได้มาศาลแล้ว ดังนี้เป็นอันให้ถือว่าไม่ได้มีคำพิพากษาในคดีนั้นเลย  และต้องทำการพิจารณาใหม่

 

(ข) สำหรับคดีใหญ่ๆ วิธีพิจารณาเรียกว่า พิจารณาโดยจำเลยขัดขวาง  สมมติว่ามีจำเลยคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ถูกจับหรือถูกขังได้ถูกศาลสั่งให้พิจารณาความผิด  ถ้าจำเลยมิได้มาศาลภายในกำหนดสิบวัน หรือยังไม่ได้ถูกจับ หรือได้หนีจากที่คุมขังไปเสียแล้ว  จำเลยคนนั้นอาจถูกเรียกว่า "ผู้ขัดขวาง"  ในกรณีเช่นนี้  เมื่อระยะเวลาสิบวันได้ล่วงพ้นไปแล้ว  อธิบดีผู้พิพากษาจะออกคำสั่งเรื่องผู้ขัดขวางกำหนดให้จำเลยมาศาลภายในกำหนดต่อไปอีกสิบวัน  ถ้าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำสั่ง ก็เรียกจำเลยว่า "ผู้ขัดขวาง"  คำสั่งนั้นส่งยังภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของจำเลย แล้วปิดไว้ที่ประตูบ้านซึ่งรู้ว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลยครั้งสุดท้าย  และที่ศาลากลางในท้องถิ่นซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่และที่ศาลยุติธรรม และให้โฆษณาโดยวิธีผู้ป่าวร้องประจำท้องถิ่นต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น

 

ถ้าหากจำเลยยังไม่มาศาล (หรือยังไม่ได้ถูกจับตัวมาศาล) ภายในกำหนดสิบวันที่ให้ครั้งที่สองนี้แล้ว  จำเลยกลายเป็นคนนอกกฎหมาย  กล่าวคือให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้  ในระหว่างพิจารณา จำเลยจะใช้สิทธิทางการเมืองและสิทธิฐานเป็นพลเมืองไม่ได้ทรัพย์สมบัติของจำเลยจะต้องตกอยู่ในความอารักขา  และไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาในศาลยุติธรรม  นอกจากนี้ผู้ที่ทราบถึงสถานที่ซึ่งจำเลยหลบซ่อนอยู่จำต้องบอกกล่าวให้เจ้าหน้าที่ทราบ

 

ในที่สุด ถ้ากำหนดในตอนที่สามอีกสิบวันได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่วันที่ศาลประกาศคำสั่งผู้ขัดขวาง ศาลจะต้องพิจารณาว่าจะเลื่อนการพิจารณาคดีนั้นหรือพิจารณาคดีไปทีเดียว ในกรณีที่จำเลยอยู่ในประเทศไกลๆ หรืออยู่ในฐานะที่เป็นอันพ้นวิสัยทีเดียวที่จะมายังศาลได้ญาติมิตรของจำเลยอาจนำความนั้นมาแจ้งให้ศาลทราบได้  และถ้าศาลเห็นว่าเหตุผลที่ให้เกี่ยวด้วยการที่จำเลยมาศาลไม่ได้นั้นเป็นที่พอใจแล้ว  ศาลก็ออกคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาคดีไป  และสั่งรอการที่ให้ทรัพย์สมบัติของจำเลยตกอยู่ในอารักขาไว้มีกำหนดตามที่ศาลจะเห็นควรแล้วแต่พฤติการณ์ แต่สำหรับกรณีอื่นๆ ศาลเริ่มพิจารณาคดีไป (โดยตรวจดูเอกสารในสำนวนและฟังพยานโจทก์) แล้วชี้ขาดตัดสินคำพิพากษาที่ให้ลงโทษเป็นหน้าที่ของอัยการต้องจัดให้ได้มีการโฆษณาในหนังสือพิมพ์  ทั้งนี้เพื่อให้การโฆษณาเป็นที่ประจักษ์แจ้ง และคำพิพากษานั้นต้องปิดไว้ในสถานที่ดั่งกล่าวมาข้างต้นแล้วนั้นด้วย

 

ถ้าในเวลาใดๆ ภายในกำหนดอายุความที่จะลงโทษได้ จำเลยได้มาศาล หรือถูกจับนำตัวมาศาล เป็นอันให้ถือว่าไม่ได้มีคำพิพากษาในคดีนั้นเลย และต้องทำการพิจารณาใหม่ตามกฎเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาสามัญ ถ้าในตอนหลังนี้ศาลตัดสินยกฟ้องจำเลยยังต้องรับผิดใช้ค่าธรรมเนียมอันเกิดขึ้นเนื่องจากการที่ตนไม่มาศาล ถ้าหากจำเลยมิได้มาศาลหรือถูกจับตัวภายในกำหนดอายุความดั่งระบุไว้ข้างต้น จำเลยก็เป็นอันไม่ต้องรับโทษ แต่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

 

วิธีพิจารณาแบบจำเลขขาดนัดหรือจำเลยขัดขวางนี้ใช้ในประเทศอื่นๆ บ้างเหมือนกัน  ดูวิธีพิจารณาความอาชญาของไอยคุปต์ ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่เมื่อ ค.ศ.๑๙๐๕ (ม.๑๖๒ สำหรับศาลต่ำ, ม.๒๑๕ และต่อๆ ไปสำหรับศาลสูง)  เดินวิธีเหมือนกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญาของฝรั่งเศสทีเดียว

 

ประมวลกฎหมายของอิตาลี ค.ศ.๑๙๓๐  ถ้าจำเลยอยู่ในระหว่างคุมขัง  จำเลยจะปฏิเสธไม่มาศาลก็ได้ ในกรณีเช่นนี้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยไปได้ แต่จำเลยจะมีทนายมาแก้ต่างว่าต่างก็ได้ (ม.๕๒๗) ถ้าจำเลยเป็นอิสระ  ต้องงดการพิจารณาคดีไว้ก่อน หรือเลื่อนคดีไปแต่จะทำเช่นนี้ได้เฉพาะต่อเมื่อจำเลยได้ไปจากศาลก่อนที่ได้มีการสืบสวนและได้ไปโดยที่มิได้มีเหตุจำเป็นแท้จริงแต่อย่างใด (ม.๔๒๗) นอกจากนี้ วิธีพิจารณาแบบจำเลยขัดขวางอาจนำมาใช้ได้ในกรณีที่จำเลยไม่ได้มาศาลและไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าการที่ไม่ได้มาศาลนั้น เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยจริงๆ ตามเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมาย (ม.๔๙๘-๕๐๑) แต่ว่าจำเลยจะต้องได้รับการขอร้อง-ขอให้ยอมให้พิจารณาลับหลังได้  ฉะนั้นวิธีการของอิตาลีนี้ไม่เดินไกลเหมือนกฎหมายฝรั่งเศส

 

ในสเปน มีวิธีพิจารณาแบบจำเลยขัดขวาง (ม.๘๓๔ ถึง ๘๔๖) ผู้ต้องหาที่ไม่ได้มาศาลภายในเวลาที่กำหนดได้ชื่อว่า เป็นผู้ขัดขวางแต่การพิจารณาคงดำเนินไปฝ่ายเดียวเท่านั้น  และเมื่อไต่สวนเสร็จแล้ว การพิจารณาเป็นอันงด (คำสั่งให้งดคดีไว้)  เมื่อได้ตัวจำเลยมาเมื่อใด คดีนั้นก็พิจารณาต่อไปอีกจากที่ค้างไว้นั้น วิธีการให้งดไว้ชั่วคราวนี้ใช้ในประมวลกฎหมายออสเตรียเหมือนกัน (ม.๔๒๒)

 

ในเยอรมัน ถ้าเป็นคดีอาชญาร้ายแรง  การฟ้องต้องงดไว้แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการคงดำเนินการไต่สวนไปได้  และจัดหาสิ่งที่จำเป็นที่จะนำมาใช้เป็นพยานหลักฐาน (ม.๒๓๐ และต่อๆ ไป ม.๓๒๗)  ถ้าคดีนั้นหากมีคำพิพากษา ก็คงจะลงโทษปรับหรือริบทรัพย์แล้ว  ก็พิจารณาลับหลังผู้ต้องหาได้  แต่ทรัพย์สมบัติของผู้ต้องหานั้นต้องจัดให้อยู่ในความดูแลรักษาของบุคคลผู้รับมอบหมาย หากเป็นผู้ที่จะต้องได้รับหมายจับ

 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญาของญี่ปุ่นปี ค.ศ.๑๘๙๐ ยอมให้ดำเนินการพิจารณาคดีได้แต่เฉพาะเมื่อมีตัวจำเลยอยู่  แต่จำเลยไม่ยอมให้การ หรือถูกขับไล่ออกจากศาลเพราะประพฤติชั่ว

 

 

ประมวลกฎหมายอินเดีย (ม.๘๘, ๘๙, ๕๑๒)  มีบทบัญญัติซึ่งยังไม่ถึงให้พิพากษาคดีได้ในเมื่อผู้ต้องหาไม่มาศาล  เป็นแต่เพียงยอมให้มีการไต่สวนบ้างเท่านั้น

 

กฎหมายของไทย  การพิจารณาแบบจำเลยขาดนัด หรือจำเลยขัดขวางยังไม่มีเลย วิธีพิจารณาอาชญาใช้เฉพาะเมื่อจำเลยอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว

ในขณะที่เตรียมร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญา กรรมการร่างประมวลกฎหมายได้ตั้งปัญหาเสนอไปยังคณะกรรมการชั้นสูงซึ่งตั้งขึ้นเป็นพิเศษ (ปี ค.ศ.๑๙๑๔) เพื่อขอรับคำสั่งเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไปแห่งกฎหมายอาชญา  ปัญหาที่ต้องการทราบเกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาโดยจำเลยขาดนัด หรือจำเลยขัดขวางจะนำมาใช้ในเมืองไทยหรือไม่ ซึ่งได้นำเสนอไปยังกรรมการชั้นสูงนั้น มีดั่งนี้

 

คำถามที่ ๒๓  ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญาจะให้มีการพิจารณาและพิพากษาคดีโดยจำเลยขาดนัด หรือการพิจารณาฝ่ายเดียวหรือไม่ ?

 

คำตอบ  ในประมวลกฎหมายให้มีการพิจารณาอาชญาฝ่ายเดียวได้  แต่มีคำพิพากษายังไม่ได้

 

(คำตอบข้างบนนี้  ได้ให้มาตามที่นายปาดูส์ ซึ่งเป็นกรรมการชั้นสูงคนหนึ่งได้เสนอต่อคณะกรรมการ  เป็นการผ่อนผันเข้าหากันดูบันทึกประชุมของคณะกรรมการชั้นสูงอาศัยคำสั่งที่ว่ามานี้  ร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญา ซึ่งรัฐบาลได้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๙  จึ่งมีบทบัญญัติดั่งต่อไปนี้

 

มาตรา ๒๕๔  ถ้าไม่ได้ตัวจำเลยมา  ให้ศาลอาชญาสืบพยานหลักฐานตามที่เห็นว่าสำคัญไว้

ห้ามมิให้พิพากษาคดีนั้น  บรรดาพยานหลักฐานเหล่านั้นให้เก็บรวมไว้ในสำนวนความ  แล้วเลื่อนคดีไปจนกว่าจะได้ตัวจำเลยมา หรือคดีขาดอายุความ

 

มาตรา ๒๕๕  ระหว่างพิจารณาคดี  เมื่อศาลอาชญาเห็นสมควร หรือเมื่อโจทก์ได้ร้องขอ  ศาลจะมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สมบัติของจำเลยไว้  แล้วนำไปฝากยังสำนักงานฝากทรัพย์ก็ได้

 

มาตรา ๒๕๖  เมื่อได้จัดการแก่คดีดั่งที่ระบุไว้ในสองมาตราก่อนนั้นแล้ว

(๑) ถ้าได้ตัวจำเลยมา  ในการพิจารณาคดี ให้ศาลอาชญาพิจารณาดูพยานหลักฐานซึ่งได้สืบไว้ในการพิจารณาครั้งแรกว่า  เมื่อใดพยานหลักฐานเหล่านั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจะนำมาสืบอีกไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ กับให้ศาลจัดการแก่ทรัพย์สมบัติที่อายัดไว้นั้นตามที่ได้บัญญัติไว้ในภาคว่าด้วยคำพิพากษาในประมวลกฎหมายนี้

(๒) ถ้าไม่ได้จำเลยมาจนคดีขาดอายุความ  ทรัพย์สมบัติที่อายัดไว้นั้นให้แล้วแต่แผ่นดินจะจัดการ

 

 

บทบัญญัติเหล่านี้ ความจริงจะมิได้มีวิธีการพิจารณาโดยจำเลยขาดนัด หรือขัดขวาง เดินไกลจนถึงให้มีคำพิพากษา (อย่างวิธีการของฝรั่งเศส) ได้ก็ดี  แต่ก็ออกจะเดินตามกฎหมายอินเดียอยู่บ้าง (ดังที่กรรมการชั้นสูงได้กล่าวไว้) วิธีการเหล่านี้ฝ่ายที่สนับสนุนวิธีการของอังกฤษได้คัดค้านมาก  ฝ่ายที่คัดค้านเห็นควรให้จำกัดอำนาจของศาลในอันที่จะอายัดทรัพย์สมบัติของจำเลยซึ่งในที่สุดอาจตกไปเป็นของแผ่นดินไว้เสียบ้าง  และแดนแห่งทรัพย์สมบัติที่จะยึดนั้นจะต้องไม่มากกว่าส่วนที่คู่ควรกับเรื่องที่เป็นประเด็น หรือความร้ายแรงของความผิดที่กล่าวหา (ดูบันทึกของสถานทูตอังกฤษ)  กรรมการร่างประมวลกฎหมายได้ตอบไปว่า  ข้อทักท้วงที่เสนอไปนั้นสมควรได้รับการพิจารณาและอาจเป็นทางให้ต้องแก้ไขร่างที่เกี่ยวกับข้อนี้ด้วย

โดยเหตุนี้ รัฐบาลจึ่งตกลงให้แก้ไขร่างเสียบ้าง เพื่อให้เป็นไปตามที่สถานทูตอังกฤษทักท้วงมา  และในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องจำเลยขาดนัดนี้  กรรมการร่างประมวลกฎหมายได้แก้ไขมาตราทั้งสามที่กล่าวมาข้างต้นดั่งนี้

"ถ้าทราบตัวจำเลยแต่ไม่ได้ตัวมาศาลเพราะเหตุที่จำเลยหลบหนี หรือสาบสูญไป  โจทก์อาจยื่นฟ้องต่อศาลอาชญาโดยทำเป็นแบบคำสั่งให้ฟ้อง  ให้ศาลอาชญาจดคำพยานที่โจทก์นำมาสืบไว้แต่มิได้พิพากษาคดีนั้น  แล้วให้เลื่อนการพิจารณาคดีไปจนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาศาล  หรือคดีขาดอายุความ  คำพยานที่ศาลจดไว้นั้นให้ติดไว้ในสำนวนความแล้วส่งให้แก่พนักงานอัยการโจทก์ผู้ว่าคดีนั้นไปเก็บรักษาไว้  ในกรณีเช่นนี้  ถ้าศาลอาชญาเห็นสมควร หรือเมื่อโจทก์ได้ร้องขอศาลอาจออกคำสั่งให้อายัดทรัพย์สมบัติของจำเลยซึ่งมีราคาไม่เกินกำหนดโทษอย่างสูง และค่าธรรมเนียมทางอาชญาที่เกิดขึ้นและจำนวนเงินอื่นๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อให้ฝ่ายที่ต้องเสียหายได้รับทรัพย์ หรือรับค่าสินไหมทดแทนที่ได้เสียไปจริง  ทรัพย์สมบัติที่อายัดไว้นั้น  ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์  ให้เก็บรักษาไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์  ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ ให้ตกอยู่ในความดูแลรักษาของจ่าศาล ซึ่งได้รับตั้งแต่งให้เป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สมบัตินั้น

เมื่อได้จัดการแก่คดีดั่งที่ระบุไว้ในสองมาตราก่อนนั้นแล้ว

 

(๑) ถ้าได้ตัวจำเลยมาก่อนคดีขาดอายุความ  ในการพิจารณาคดี  ให้ศาลอาชญาพิจารณาดูพยานหลักฐานที่ได้สืบไว้ในการพิจารณาครั้งแรกว่า  เมื่อใดพยานหลักฐานเหล่านั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจะนำมาสืบอีกไม่ได้  ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ  ส่วนทรัพย์สมบัติที่อายัดไว้นั้นให้ศาลจัดการไป โดยทำคำสั่งในระหว่างพิจารณา หรือสั่งไว้ในคำพิพากษา แล้วแต่จะเห็นควร

 

(๒) ถ้าไม่ได้ตัวจำเลยมาจนคดีขาดอายุความ ทรัพย์สมบัติที่อายัดไว้นั้นให้แล้วแต่แผ่นดินจะจัดการ"

 

ร่างที่แก้ไขใหม่นี้ได้เสนอไปยังรัฐบาลโดยหนังสือลงเดือนมีนาคม ค.ศ.๑๙๒๔  แต่เรื่องยังคงค้างอยู่จนกระทั่ง ค.ศ. ๑๙๓๒ เมื่อคณะรัฐบาลใหม่ได้สั่งให้แก้ไขร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญา และให้ได้เสนอร่างครั้งสุดท้ายโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้ (ค.ศ.๑๙๓๒)  คำสั่งของรัฐบาลนั้นได้มีมายังกรมโดยหนังสือลงวันที่ ๑๒ กันยายน ค.ศ.๑๙๓๒  และมีว่า ให้เอาตามกฎหมายและวิธีปฏิบัติของไทยที่ใช้อยู่ในเวลานี้มาเป็นหลักในการร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญา  โดยเหตุนี้กรรมการร่างกฎหมาย (ทั้งกรรมการไทยและกรรมการฝรั่ง) จึ่งได้พิจารณาร่างเดิมนั้นอีก   บทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวด้วยจำเลยขาดนัดเป็นอันงดทิ้งเสีย เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีในกฎหมายและวิธีปฏิบัติของไทยเลยทีเดียว  สถานะของปัญหาในเวลานี้ ณ บัดนี้ปัญหาเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นอีก คำตอบที่จะให้อาจดำเนินตามหลักทางแง่ระหว่างประเทศและทางทฤษฎีดั่งนี้  หลักทางแง่ระหว่างประเทศ ไม่มีอะไรที่จะกีดขวางจริงจัง ในอันที่จะนำการพิจารณาลับหลังจำเลยมาใช้ในเมืองไทยถ้าวิธีการเช่นว่านี้ นักกฎหมายแองโกล-แซกซอน พิจารณาเห็นว่า ไม่ใคร่เป็นที่พึงพอใจนัก  ก็อาจขอให้เขาระลึกว่า  วิธีการทำนองนี้ (แม้มีวงจำกัด) ก็ได้ใช้อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญาของอินเดียเหมือนกัน และนอกจากนี้นักกฎหมายเหล่านั้นก็มีโอกาสพิจารณาทำข้อทักท้วงที่สมควร และความจริงก็ได้ทำการทักท้วงไว้แล้วด้วยในร่างฉบับสุดท้ายที่เกี่ยวแก่เรื่อง  ในทางทฤษฎี การพิจารณาโดยจำเลยขาดนัดหรือขัดขวางนั้น  มีทั้งคุณและทั้งความไม่สะดวก  ซึ่งก่อให้เกิดความขัดกันในกฎหมายอาชญาทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้ว  ทางหนึ่ง ฝ่ายทีสนับสนุนการพิจารณาโดยจำเลยขาดนัดหรือขัดขวางนั้น  อ้างว่าเมื่อรู้ว่าผู้กระทำผิดแล้ว  การที่จะปล่อยไม่ลงโทษเพราะเหตุแต่เพียงผู้นั้นฉลาดคอยหลบซ่อนตัวหรือทำประการอื่นนั้น  ย่อมเป็นการทำลายล้างความยุติธรรม  บางทีก็เป็นเวลานาน และบางทีก็ไม่มีที่สุด  และยังกล่าวต่อไปอีกว่า  ถ้าได้จัดการอะไรไปบ้าง เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวด้วยการจัดให้ทรัพย์สมบัติอยู่ในความอารักขา เช่นนี้แล้วอาจเป็นการชักจูงใจให้จำเลยกลับมา

 

 

อีกทางหนึ่ง  ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาโดยจำเลยขาดนัดหรือขัดขวางมักกล่าวว่า  ความผิดอาชญาเป็นเรื่องเฉพาะตัวตรงกันข้ามกับความแพ่ง  ไม่มีศาลใดที่จะลงโทษเป็นยุติธรรมแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยที่ไม่ได้เห็นตัวและฟังถ้อยคำของเขาเสียก่อน  ผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้นที่เป็นบุคคลคนเดียวที่จะรู้สถานะของตนได้ดี  และที่จะให้ข้อความที่เป็นประโยชน์เกี่ยวแก่เรื่องได้  การที่จะเปลี่ยนสถานะของเขาจากเป็นผู้ต้องสงสัยมาเป็นคนโทษแท้จริงโดยลับหลังเขานั้น  อาจเป็นการผิดพลาดทีเดียวก็ได้  อย่างไรก็ดี  ถ้าจะยอมรับวิธีการอย่างนี้บ้างแล้ว  ก็ไม่ควรจะให้ศาลพิพากษาคดีไปทีเดียว  เพราะศาลยังไม่ทราบข้อความทั้งหมดของคดีและความรับผิดชอบอันแท้จริงของจำเลยในเมื่อจำเลยมิได้อยู่ต่อหน้าศาล  เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลซึ่งยังไม่แน่ใจในความผิดของจำเลยอยู่แล้ว  จะปรับด้วยอาการอย่างใดจึ่งจะลงโทษให้สมกับความผิดของจำเลยได้

 

 

ข้อโต้เถียงนั้นไม่มีที่สิ้นสุด  ย่อมเป็นประโยชน์มากถ้าจะให้ทราบแน่นอนเสียว่าการพิจารณาโดยจำเลยขาดนัดหรือขัดขวางดั่งที่ได้แสดงโดยท้าวถึงกฎหมายต่างประเทศข้างต้นนั้นแล้ว  ตามความประสงค์ของผู้ออกกฎหมายจะขยายให้กว้างหรือจำกัดเพียงใด  ถ้าใช้วิธีการเดินไกลจนถึงยอมให้มีการพิจารณาและพิพากษาโทษผู้ขาดนัดได้ดั่งเช่นที่ทำในประเทศฝรั่งเศสแล้ว  ก็เรียกได้ว่าใช้วิธีการอย่างกว้าง  ถ้าใช้วิธีการหลีกเลี่ยงไม่ทำดั่งที่กล่าวมาแล้ว และพอใจให้มีเพียงการพิจารณาฝ่ายเดียวโดยสืบพยานหลักฐานไว้กับทั้งทำการยึดทรัพย์สมบัติแล้วจัดให้อยู่ในความดูแลรักษาชั่วคราวดั่งที่ทำอยู่ในประเทศอินเดีย และที่ปรากฏในร่างปี ค.ศ.๑๙๑๙ ก็เรียกได้ว่าใช้วิธีการอย่างจำกัด  การที่จะชี้ขาดว่าวิธีการอย่างใดจะสมควรที่สุดสำหรับประเทศนี้นั้นเป็นปัญหาเกี่ยวแก่นโยบาย

 

 

เมื่อในที่สุดจะชี้ขาดเลือกเอาวิธีใดก็ตาม  ในส่วนที่เป็นเรื่องซึ่งศาลบ้านเมืองยังไม่ใคร่คุ้นเคยนั้น  ควรใช้วิธีที่ง่ายๆ เท่าที่สามารถจะทำได้  ตัวอย่างเช่น  บางคนคงจะคัดค้านโดยทันทีเป็นแน่ถ้าหากนำวิธีการของฝรั่งเศสมาใช้ซึ่งเดินไกลจนถึงกับยอมให้จำเลยซึ่งอยู่ในศาลแล้วร้อง (อย่างน้อยก็ในคดีmisdemeanour) ว่าตนไม่ยอมให้นำสืบหักล้างถ้อยคำของตน  ซึ่งในกรณีเช่นนี้ศาลอาจตัดสินโดยถือเสมือนจำเลยขาดนัด  วิธีเช่นนี้เป็นที่น่าตำหนิอยู่บ้างเพราะเป็นเพียงนำมาซึ่งการยอมให้จำเลยประวิงความโดยไม่สมควรเท่านั้น  แล้วก็กลับมายังศาลอีกในภายหลัง เพื่อขอให้ทำการพิจารณาคดีนั้นใหม่เป็นคำรบสอง

 

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา

วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๗





การพิจารณาคดีอาชญาลับหลัง | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 2366 ครั้ง
ลงวันที่ 18/04/2015 08:37:08


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน