หลักการพิจารณาระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 กับ ลักทรัพย์ตามมาตรา 334 และทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 หรือ 391 มีหลักการพิจารณาอย่างไร
ศึกษาวิเคราะห์จากฎีกาที่ 2207/2557
ป.อ. มาตรา 339 ชิงทรัพย์
ข้อเท็จจริง
1. ก่อนเกิดเหตุ นางสาว ม. ผู้เสียหาย 1 และนาย ก. ผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค จอดรถที่ลานจอดรถชั้นพีอี หน้าห้องรับรองลูกค้า เมื่อผู้เสียหายทั้งสองทำธุระเสร็จกลับมาที่รถขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ถือโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในมือ จำเลยทั้งสองเข้าไปรุมทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปช่วยและร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ผู้เสียหายที่ 2 วิ่งหนีเข้าไปในห้องรับรองลูกค้า จำเลยที่ 1 วิ่งตาม ผู้เสียหายที่ 1 ยังคงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ จำเลยที่ 2 วิ่งไปหาผู้เสียหายที่ 1 กำมือและตบผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณใบหน้าสองครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง จำเลยที่ 2 เข้าแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่จากมือของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 วิ่งกลับออกมาจากห้องรับรองลูกค้า แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 วิ่งไปด้วยกัน ก่อนแยกย้ายหลบหนีไปคนละทาง พนักงานห้างจับจำเลยที่ 1 ได้ที่บริเวณริมกำแพงห้างพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 นอกกำแพงและจับจำเลยที่ 2 ได้ใกล้ที่จอดรถจักรยานยนต์ของห้าง จำเลยทั้งสองให้การชั้นจับกุมและสอบสวน รับว่าร่วมกันรุมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น
2. อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 83, 295, 339
3. มีปัญหาในชั้นฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า
3.1 พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสอง สอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นคู่อริ มิได้ประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 มาแต่แรก เมื่อผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลฟกช้ำที่โหนกแก้มซ้าย ศอกขวา ต้นขาขวา และมีแผลถลอกและช้ำที่นิ้วก้อยซ้าย ต้องใช้เวลาในการรักษาหนึ่งสัปดาห์ การกระทำของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ เป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (ตาม ป.อ. มาตรา 391)
3.2 ภายหลังที่ ผู้เสียหายที่ 2 วิ่งหนีเข้าไปในห้องรับรองลูกค้าและจำเลยที่ 1 วิ่งตามผู้เสียหายที่ 2 ไปแล้ว จำเลยที่ 2 วิ่งไปหาผู้เสียหายที่ 1 กำมือตบหน้าผู้เสียหายที่ 1 บริเวณใบหน้าสองครั้งจนผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง แล้วจำเลยที่ 2 เข้าแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปจากมือของผู้เสียหายที่ 1 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 วิ่งตามผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในห้องรับรองลูกค้า ผู้เสียหายที่ 1 ยังร้องตะโกนขอความช่วยเหลือและขณะที่จำเลยที่ 2 เข้ามาตบที่บริเวณใบหน้า จำเลยที่ 2 พูดด้วยเสียงอันดังว่า “เรียกตำรวจทำไม แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ร้องตะโกนขอความช่วยเหลืออีก ยังไม่ได้มีเจตนาจะเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 จนเมื่อจำเลยที่ 2 ทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ล้มลงแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีเจตนาที่จะเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่จากมือของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลแก้มซ้ายบวม กดเจ็บและเสียวฟันหน้าสองซี่ ใช้เวลารักษา 10 วัน การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (ตาม ป.อ. มาตรา 391) และผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ (ตาม ป.อ. มาตรา 336)
3.3 ภายหลังจำเลยที่ 2 เข้าแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปจากมือผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 วิ่งกลับออกมาจากห้องรับรองลูกค้า แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 วิ่งไปด้วยกัน ก่อนแยกย้ายกันหลบหนีไปคนละทาง แต่พนักงานห้างจับจำเลยที่ 1 ได้ที่ริมกำแพงห้าง และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 ที่นอกกำแพงห้างนั้น บริเวณนอกกำแพงห้างที่พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 อยู่ใกล้กับจุดที่จำเลยที่ 1 ถูกจับและอยู่ห่างไกลจากจุดที่จำเลยที่ 2 ถูกจับ แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนขว้างโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 ออกไปนอกกำแพงห้างซึ่งหมายความว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 จากจำเลยที่ 2 ก่อนแยกย้ายกันหลบหนีและจำเลยที่ 1 ต้องทราบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 แต่เป็นของผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ได้มาจากการกระทำความผิด มิฉะนั้น จำเลยที่ 1 คงไม่ข้วางออกไปนอกกำแพงห้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ช่วยพาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 2 ไปจากที่เกิดเหตุแล้วขว้างออกไปนอกกำแพงห้าง โดยทราบว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ได้มาจากการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร
หมายเหตุ
1. อาจารย์ขอถามจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานใดบ้าง เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
2. คดีนี้ อัยการโจทก์ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 83, 295, 339 แต่ทางพิจารณาได้ความตามที่ปรากฏข้างต้น ตาม ผลของ ป. วิ.อ. มาตรา 192 ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองได้หรือไม่เพียงใดเพราะเหตุใด
|